แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวศาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวศาล แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

คดีคลองด่าน (พี่นุ)

"วัฒนา"-10บิ๊กรับเหมาดัง เจอจำคุก3ปี
คดีทุจริตที่ดิน"คลองด่าน" ศาลตั้ง1ล้านให้ประกันตัว
ศาล ตัดสินคดีร่วมทุจริตที่ดินคลองด่านมูลค่า 1.8 หมื่นล้าน พิพากษาจำคุก 3 ปี "วัฒนา" พร้อมกับ 10 จำเลย บิ๊กบริษัทดัง ส่วนอีก 7 ถูกปรับรายละ 6 พันบาท ชี้มีเจตนาทำให้เสียหาย นำผลประโยชน์ไปแบ่งปันกัน ให้ประกันตัวหลักทรัพย์คนละ 1 ล้าน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลแขวงดุสิต ศาลอ่านคำพิพากษาให้จำคุกและปรับนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กับพวกจำเลย ในคดีที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง 1.กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี 2.บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 3.นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 4.บริษัทประยูรวิศว์การช่าง 5.นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริษัทประยูร วิศว์การช่าง 6.บริษัทสี่แสงการโยธา (1979) 7.นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการบริษัทสี่แสงการโยธา หรือเสี่ยสี่ ผู้กว้างขวางในวงการรับเหมาก่อสร้าง 8.บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ 9.นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการบริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ 10.บริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 11.นายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 12.บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ 13.นายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 14.นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 15.นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 16.บริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ 17.นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการบริษัทปาล์มบีชฯ 18.นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัทปาล์มบีชฯ และ 19.นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลยที่ 1-19 ฐานฉ้อโกงที่ดินและฉ้อโกง กรณีร่วมกันทุจริตจัดซื้อที่ดิน อ.คลองด่าน จ.สมุทร ปราการ 1,900 ไร่ มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นคลอง ถนนสาธารณะ และป่าชายเลน ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน โดยให้จำคุกจำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11, 13, 14, 15, 17, 18 และจำเลยที่ 19 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2, 4, 6, 8, 10, 12 และ 16 ปรับรายละ 6,000 บาท ส่วน จำเลยที่ 1 ยกฟ้องในชั้นไต่สวน
สำหรับคดีนี้ศาลพิเคราะห์พยาน หลักฐานโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2-19 เชื่อมโยงมีการแบ่งหน้าที่กันทำ กลุ่มหนึ่งเป็นผู้รวบรวมที่ดินนำขายให้แก่โจทก์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ก่อสร้างโครงการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวออกโฉนดโดยมิชอบแล้วนำมาขายให้กับโจทก์ ใช้ก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านโดยไม่มีบริษัทผู้เชี่ยวชาญร่วม ดำเนินการ มีเจตนาทำให้โจทก์เสียหาย นำผลประโยชน์ไปแบ่งปันกัน พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2-19 ร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องอันเป็นความผิดกรรมเดียว จึงพิพากษาดังกล่าว
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ทางญาติจำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11 13-15, 17, 18 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินและเงิน คนละ 1 ล้านบาทขอประกันตัว ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปลอยตัวชั่วคราวโดยตีราคาประกันคนละ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ก่อนอ่านคำพิพากษาจำเลยทุกคนเดินทางมา ยกเว้นเพียงนายวัฒนาซึ่งศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับปรับนายประกันไปก่อนหน้า นี้ ในคดีที่นายวัฒนาหลบหนีการรับโทษจำคุก 10 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่บังคับข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการโดยมิ ชอบ คดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11570 มติชนรายวัน  หน้า 1

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ศาลพิพากษาจำคุก นักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรฯบุก NBT

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.4486/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธเนศร์ คำชุม กับพวก รวม 85 คน กลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานเป็น ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันไม่มีเหตุอันสมควรเข้าไปหรือซ่อนตัวในเคหสถาน หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92, 210, 215, 309, 358, 364, 365 และ 371 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2535
      
       คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 22-25 ส.ค.51 จำเลยทั้ง 82 คน กับพวกอีก 3 คน ซึ่งเป็นเยาวชน ร่วมกันบุกรุกอาคารสำนักงานสถานี NBT พร้อมพกอาวุธจำนวนมาก จากนั้นจำเลยได้ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นกว่า 6 แสนบาท ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของทางราชการ โดยจำเลยที่ 1 มีเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่จำเลยที่ 39, 80 มีใบกระท่อม ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 รวมจำนวน 18 ใบไว้ในครอบครอง ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาพกพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 39 ให้การรับสารภาพ เฉพาะข้อหามีใบกระท่อมไว้ในครอบครอง แต่ภายหลังกลับให้การปฏิเสธ ส่วนข้อหาอื่นจำเลยที่ 1-85 ให้การปฏิเสธ
      
       ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 รับว่าได้ร่วมกับพวกเกินกว่า 5 คน บุกรุกเข้าไปที่สถานีโทรทัศน์ NBT พร้อมกับพกพาอาวุธเข้าไป อันเป็นการกระทำความผิดฐานซ่องโจร แม้ว่าโจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดดังกล่าว และมีความผิดฐานมีวิทยุสื่อสารในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และ 2 ยังกระทำผิดฐานมีอาวุธปืน และพกพาปืนไปในที่สาธารณะด้วย ส่วนจำเลยอื่นนั้นโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยคนใดพกพาปืนชนิดไหน จึงลงโทษจำเลยอื่นไม่ได้ ส่วนความผิดฐานมั่วสุม บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์นั้นเห็นว่า การวินิจฉัยว่าจำเลยใดกระทำความผิดนั้น ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงการที่จำเลยร่วม กันบุกรุก สถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ NBT เท่านั้น
      
       นอกจากนี้ ในความผิดฐานกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้น เห็นว่าจากการนำสืบของพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ระบุว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรฯ ประกาศชักชวนอาสาสมัครที่จะไปชุมนุมที่สถานีโทรทัศน์ NBT ให้ไปรวมกลุ่มที่ ลานพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 ซึ่งเกิดหลังจากที่กลุ่มจำเลยกระทำการดังกล่าวไปแล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหมดจะมีเจตนาร่วมกันกับแกนนำได้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าเกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการบุกรุกสถานีโทรทัศน์ NBT ก็ตาม แต่เป็นเพียงความผิดฐานบุกรุกเท่านั้น และจำเลยทั้งหมดยังไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันข่มขืนใจอีกด้วย เนื่องจากโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 39 และ 80 มีความผิดฐานยาเสพติดใบกระท่อมในครอบครอง
      
       พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-41 และ 43-85 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 วรรคแรก 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 ขณะกระทำผิด จำเลยที่ 30, 47, 81 อายุยังไม่เกิน 20 ปี เห็นสมควรลดโทษมาตราส่วนโทษ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 จำเลยที่ 83-85 อายุต่ำกว่า 18 ปี เห็นสมควรละโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 ฐานเป็นซ่องโจร จำคุกจำเลยที่ 1-29 ที่ 31-41 ที่ 43-46 ที่ 48-80 ที่ 82 จำคุกคนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 30 ที่ 47 ที่ 81 คนละ 8 เดือน สั่งจำคุกจำเลยที่ 83-85คนละ 6 เดือน ฐานบุกรุก จำคุกจำเลยที่ 1-29, 31-41, 43-46, 48-80 และที่ 82 คนละ 1ปี จำคุกจำเลยที่ 30, 47, 81 คนละ 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 83-85 คนละ 6 เดือน
      
       จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง , 72 วิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี และความผิด พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 และ 23 สั่งจำคุก 1 ปี
      
       จำเลยที่ 2 มีความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 7 และ 72 วรรคสอง สั่งปรับ 1 พันบาท ส่วนจำเลยที่ 39 และ 80 มีความผอดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง 76 วรรคสอง สั่งปรับคนละ 1 พันบาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 24 1ใน3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 รวมเป็นจำคุกกระทงละ 1ปี 4 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 1-41 และ 43-85 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำเลยรับข้อเท็จจริงว่าได้ร่วมกันบุกรุกอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน
      
       จำเลยที่ 1 และ 2 ให้การรับสารภาพ ความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 39 และ 80 ให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 18 เดือน และจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และสั่งปรับ 500 บาท ส่วนจำเลยที่ 3-29, 31-38, 40, 41, 43-46, 48-79 และ 82 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 39 และ 80 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ปรับ 500 บาท จำเลยที่ 30, 47 และ 81 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยที่ 83-85 มีกำหนด 9 เดือน จำเลยที่ 24 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 30, 47, 81, 83, 85 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 30, 47 และ 81 อายุยังไม่เกิน 20 ปี จำเลยที่ 83-85 ยังเป็นเยาวชน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำเลยดังกล่าวไว้มีกำหนด 2 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ที่ 39 และ 80 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และ 30 และให้ริบของกลางโดยให้วิทยุคมนาคมไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ข้อหาและคำร้องอื่นให้ยก

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ศาลแพ่งพิพากษาคดีไขข่าว ไผ่ วันพอยท์

      
       วันนี้ (27 ธ.ค) เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่ นายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพ้อยท์ นักแข่งรถชื่อดัง อดีตผู้สมัคร ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชาชน บุตรชาย นายเรืองวิทยา ลิกค์ อดีต รมช.กระทรวงมหาดไทย เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์วิทยุ จำกัด นายเชษวุฒิ หรือ บ๊วย วัชรคุณ และ นางสาวพรทิพย์ หรือ เอ๋ วงศ์กิจจานนท์ สองพิธีกรรายการคันปาก ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 สี ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท กรณีเมื่อวันที่ 22 และ 27 พ.ค.52 พิธีกรทั้งสองได้กล่าวผ่านรายการคันปาก ทำนองว่า ดาราสาวหยาดทิพย์ ราชปาล หนีออกจากบ้านและไปเสพยาที่บ้านของนายไผ่ ลิกค์ โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
      
       ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า จำเลยได้กระทำละเมิด ไขข่าวให้โจทก์จนได้รับความเสียหายจริง จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1 แสนบาท และให้ชำระค่าทนายความจำนวน 20,000 บาท
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.53 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำคุก นายเชษวุฒิ หรือ บ๊วย วัชรคุณ และ นางสาวพรทิพย์ หรือ เอ๋ วงศ์กิจจานนท์ สองพิธีกรรายการคันปาก คนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3 หมื่นบาท ที่ นายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพ้อยท์ ยื่นฟ้องพิธีกรทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยคนละ 2 เดือน ปรับเงิน 10,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา ‘สนธิ ลิ้มฯ’หมิ่นจนท.ป่าไม้

  เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 ธ.ค. ที่ห้องบัลลังก์ 8 ศาลจังหวัดเชียงราย ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1397/2549 คดีหมายเลขแดงที่ 823/2551 กรณีที่นายเก่งกาจ ศรีหาสาร นักวิชาการป่าไม้ ผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปรามภาคเหนือ กรมอุทยานแห่งชาติ เป็นโจทก์ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยโจทก์ระบุว่าเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2549 ได้ปราศรัยที่วัดป่าปะพงนอก จ.ระนอง กล่าวหาว่านายเก่งกาจพาเจ้าหน้าที่อุทยานป่าไม้ไปป่วนการปราศรัยในรายการ เปิดเวทีปราศรัยเวทีสัญจรครั้งที่ 15 ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ถึงขั้นขว้างประทัดยักษ์เข้าไปในขณะปราศรัย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ทั้งที่ความจริงแล้วคนที่ขว้างคือบุคคลอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับไปแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงเห็นว่าตัวเองได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นการหมิ่นประมาท

 นอกจากนั้น จำเลยยังนำไปออกวิทยุและอินเตอร์เน็ตผู้จัดการ ตั้งแต่วันที่ 22-31 ม.ค.2549 เป็นการเผยแพร่ข้อความให้แพร่หลายมีลักษณะจูงใจให้คนเกลียดชังตน ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2551 ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้จำคุกนายสนธิเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากว่าจำเลยมีความผิดลักษณะเดียวกันอย่างซ้ำซ้อน และให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์จำนวน 5 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน ซึ่งครั้งนั้นนายสนธิได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อยืนอุทธรณ์ดังกล่าว


 ในครั้งนี้ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามที่นายสนธิได้ยื่นอุทธรณ์ในข้อหาเดียวกันเอาไว้ โดยศาลแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่มีเหตุบรรเทาโทษจึงให้ลดโทษลงเหลือ 1 ใน 3 หรือคงให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และลดการโฆษณาในหนังสือพิมพ์เป็น 3 วัน

 หลังศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาแล้ว นายสนธิได้ยื่นประกันตัวในวงเงิน 200,000 บาท เพื่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป

ยกฟ้องประพันธ์

ศาลจังหวัดมีนบุรีอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ.770/2551 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้อง นายประพันธ์ คูณมี แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี และบริษัท ไทยเดย์ด็อทคอม จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับในความผิดฐานละเมิด เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท
      
       คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค.51 จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถ่ายทอดไปทั่วประเทศผ่านสถานีโทรทัศน์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของ ทำนองว่า ขณะที่โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี มีการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง และยังมีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ ไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง ดูได้จากการเข้าไปเป็นประธานพิธีทำบุญประเทศภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม เหตุเกิดที่ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม.
      
       ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ข้อความตามฟ้องเป็นการตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ขณะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะเรื่องความจงรักภักดี การตั้งคำถามของจำเลยยังเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไปที่สงสัยถึงความไม่ บังควรเมื่อได้เห็นภาพโจทก์นั่งเป็นประธานทำบุญในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดา ราม ข้อความของจำเลยตามฟ้องจึงเป็นเรื่องที่กล่าวถึงได้ไม่เข้าข่ายละเมิดให้ โจทก์เสียหาย พิพากษายกฟ้อง

ศาลอาญาไม่ให้ประกัน “สมชาย ไพบูลย์”

ศาลอาญาไม่ให้ประกัน “สมชาย ไพบูลย์” อดีต ส.ข.ทรท.แนวร่วม นปช.จำเลยคดียุยงปลุกปั่น ปชช.ก่อความวุ่นวาย สั่งยกคำร้องหลังยื่นสด 1 ล้าน ขอปล่อยตัว ชี้ กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง
      
       วันนี้ (23 ธ.ค.) ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ทนายความของ นายสมชาย ไพบูลย์ อายุ 41 ปี อดีต ส.ข.เขตบางบอน พรรคไทยรักไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) จำเลยคดีหมายเลขดำที่ อ.2543/ 2553 ฐานก่อความวุ่นวายและฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้ยื่นคำร้องพร้อมยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว
      
       อย่างไรก็ดี ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์ เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยมาก่อน โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง จึงไม่ให้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย ถูกพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ยื่นฟ้องในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐูธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนล่วง ละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคน ใดคนหนึ่งมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิกและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 8 เม.ย.-10 เม.ย.53 ต่อเนื่องกัน
      
       จำเลยกับพวกร่วมกันชุมนุม และมั่วสุมกันที่เวทีผ่านฟ้าลีลาศ และเวทีราชประสงค์ และจำเลยกับพวกยังมีอาวุธ เป็นเครื่องกระสุน วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด มีด ดาบ ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก หนังสติ๊ก ได้ต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและตำรวจ ทำการยึดรถและอุปกรณ์ที่ใช้ปราบจลาจลของทางราชการและใช้กำลังประทุษร้ายกัน หลายจุด เป็นเหตุให้ทหาร ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดย นายสมชาย ให้การปฏิเสธในชั้นสอบคำให้การของศาล

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ศาลไม่รับฟ้องจตุพร “ไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง”







      
       วันนี้ (22 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งคดีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นโจทก์ฟ้อง นายสมศักดิ์ วงศ์ยืน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา ซึ่งเคยเป็นองค์คณะเจ้าของสำนวนคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ฟ้องนายจตุพร ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกระทำผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 โดยวันนี้นายจตุพรมอบอำนาจให้นายคารม พลทะกลาง ทนายความ ฟังคำสั่งแทน
     
       ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยวินิจฉัยไม่รับบัญชีพยานคดีที่โจทก์ถูกยื่นฟ้อง นั้น หากโจทก์เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ซึ่งการที่จำเลยวินิจฉัยเกี่ยวกับบัญชีพยานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีมูลเหตุจูงใจ หรือเจตนาพิเศษเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นไปตามหน้าที่ไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157
     
       ส่วนที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยกระทำผิดมาตรา 200 นั้น เห็นว่าบทบัญญัติของกฎหมายระบุถึงการกระทำผิดของผู้ที่เป็นเจ้าพนักงานใน ตำแหน่งอัยการผู้ว่าคดีพนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญาเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดพิพากษายกฟ้อง
     
       ภายหลังนายคารมกล่าวว่า นายจตุพรจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ ต้องรอแจ้งผลคำสั่ง อย่างไรก็ดี คดีที่นายจตุพรถูกนายอภิสิทธิ์ยื่นฟ้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นมีถึง 4 สำนวน ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาเดิมได้ถอนตัวไปแล้ว ขณะที่นายจตุพรได้แถลงเพิ่มบัญชีพยานต่อองค์คณะใหม่แล้วเช่นกัน
     
       “ในฐานะทนายความของคนเสื้อแดง เห็นว่าศาลยังคงเป็นหลักในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งการที่จำเลยต้องมาฟ้องคดีกับศาลก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น และที่นายจตุพรมาฟ้องก็ไม่ได้มุ่งหวังให้เปลี่ยนองค์คณะ แต่ที่ดำเนินการไปเพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม” นายคารมระบุ

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

นางเอก'โดนัท'ชนะคดีบ.ทัวร์

  







เมื่อ วันที่ 20 ธ.ค. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 9 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดี น.ส.มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล หรือ"โดนัท" อายุ 27 ปี นักแสดงสาวชื่อดัง อยู่บ้านเลขที่ 70/295 หมู่ 8 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปุณณภพ ทาทัพ กรรมการบริษัทเงาะพาทัวร์ จำกัด เป็นจำเลย เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้ลงคำขอโทษในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 10 วัน

โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาล เมื่อวันที่ 13 ก.ค.52 ระบุความผิดสรุปว่านายปุณณภพ จำเลย ได้นำชื่อและภาพแฟชั่นชุดว่ายน้ำรูปโจทก์ไปลงโฆษณาในใบแผ่นพับ(โบรชัวร์) และอินเตอร์เน็ต แพ็ก เกจนำเที่ยวประเทศเวียดนาม 4 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 4-7 ก.ค. โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายคนละ 16,900 บาท พร้อมระบุข้อความว่า "เดินทางพร้อมกับนางเอกสาวโดนัท มนัสนันท์"โดยไม่ได้รับอนุญาต และอื่นๆ การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน จำนวนตามฟ้องด้วย ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดสืบพยานโจทก์จำเลยเรื่อยมาจนแล้วเสร็จ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบแล้ว เห็นว่าจำเลยทำผิดตามฟ้องจริง จึงพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงิน 1 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี คืนให้จำเลยนับแต่วันที่ฟ้อง และให้ลงโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อ ในหนังสือพิมพ์รายวัน และหนังสือพิมพ์บันเทิงรายวันอย่างละ 1 ฉบับ เป็นเวลา 1 วัน ให้จำเลยลบข้อความและภาพที่ใช้ชื่อโจทก์ไปโฆษณาซึ่งเป็นกรณีข้อพิพาทนี้ทั้ง ในอินเตอร์เน็ต และสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหมดด้วย หรือให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยชำระค่าใช้จ่าย และค่าทนายความให้แก่โจทก์ 30,000 บาทด้วย

หมิ่น “เดือนเต็มดวง”


21 ธันวาคม 2553 13:36 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นายฐากูร บุนปาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ร.อ.(หญิง) เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

ศาลอาญาจำคุก 2 ปี บรรณาธิการ นสพ.ข่าวสด ปรับ นสพ.ข่าวสด 2 แสน คดีหมิ่น “เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่” เผยแพร่คลิปลับส่วนตัวลง นสพ.
      
       วันนี้ (21 ธ.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2921/2552 ร.อ.(หญิง) เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ข่าวสด จำกัด และนายฐากูร บุนปาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด จำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารหนังสือพิมพ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332
      
       ทั้งนี้ คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่า โจทก์เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดเชียงใหม่ และเคยเป็นนายกเทศมนตรีเชียงใหม่ ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ในฐานะนักการเมืองสาว เมื่อวันที่ 1-3 มิ.ย.52 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 โดยการโฆษณาด้วยเอกสารในหนังสือพิมพ์รายวันข่าวสด โดยนำเอาภาพ หรือคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นภาพของโจทก์นั่งเคียงข้างชายที่นอนเปลือยกายอยู่บนเตียงจำนวน 4 ภาพ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.
      
       อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดจริงตามฟ้อง พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

ศาลอาญายกเลิกไกล่เกลี่ย คดี “พล.อ.ปฐมพงษ์” ฟ้อง “วิเชียร-สมยศ”

21 ธันวาคม 2553 13:16 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์

พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.

ศาลอาญายกเลิกไกล่เกลี่ย คดี “พล.อ.ปฐมพงษ์” ฟ้อง “วิเชียร-สมยศ” กลั่นแกล้งยัดเยียดเพิ่ม 6 ข้อหาคดีร่วมชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังทั้งสองฝ่ายไม่ขอเจรจา
      
       วันนี้ (21 ธ.ค.) ที่ ศูนย์ประนอมข้อพิพาท ชั้น 7 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลยกเลิกนัดไกล่เกลี่ยคู่ความในคดีหมายเลขดำ ปฏ.68/2553 ที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพันธมิตรฯ ชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกระทำผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 กรณีแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับโจทก์อีก 6 ข้อหา ขณะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับคดีร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้โจทก์ต้องวางหลักทรัพย์ขอประกันตัว และยังหลีกเลี่ยงสั่งการในเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้โจทก์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา
      
       นายณฐพร โตประยูร ทนายความโจทก์ กล่าวว่า ศาลได้ยกเลิกนัดประนอมข้อพิพาท ภายหลังที่โจทก์-จำเลยแสดงความประสงค์ไม่ไกล่เกลี่ยคดี โดยส่วนตัวโจทก์ต้องการให้ดำเนินการกระบวนพิจารณาต่อไปเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งตัวโจทก์ยืนยันว่าการยื่นฟ้องคดีไม่ได้จะนำมาเป็นเงื่อนไขเพื่อแลกกับ การเปลี่ยนแปลงข้อหาในคดี

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง! “นาม ยิ้มแย้ม” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบคดีที่ดินรัชดาฯ


21 ธันวาคม 2553 12:18 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.)

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้อง “นาม ยิ้มแย้ม” อดีตประธาน คตส.และพวก 11 คน ในคดี “ทักษิณ-หญิงอ้อ” กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบกลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายคดีไม่อยู่ในอำนาจ
      
       วันนี้ (21 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 909 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3020/2550 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา เป็นโจทก์ฟ้องนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กับพวกรวม 11 คน ซึ่งเป็นอดีต คตส. ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200
      
       ทั้งนี้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 14 พ.ค. - 21 มิ.ย.50 จำเลยทั้ง 11 คนได้รับแต่งตั้งและมีอำนาจหน้าที่ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และจำเลยทั้ง 11 คน ได้อาศัยอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริต โดยเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ตกเป็นจำเลยที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ให้โจทก์ได้รับความเสียหาย บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อแกล้งให้โจทก์ทั้งสองเกิดความเสียหาย และต้องรับโทษจำคุกริบทรัพย์สิน เหตุเกิดที่แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.
      
       ขณะเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 พ.ย.50 เห็นว่า คดีนี้วินิจฉัยโดยไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งแม้ว่าโจทก์จะยื่นฟ้องต่อศาลก่อนที่จะมี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 จะมีผลบังคับใช้ แต่การที่จำเลยยื่นฟ้อง คตส.ในความผิดดังกล่าวต้องไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากศาลอาญาไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์
      
       อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือพิจารณาข้อกฎหมาย ตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองแล้วทั้งประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 มาตรา 173 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 249 เกี่ยวกับการรับฟ้องและวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น การแต่งตั้ง คตส. และถอดถอน ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตแล้วเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

ก.ต.ไล่ออกผู้พิพากษาผิดชู้สาว-รับสินบน 70 ล.

ก.ต.ไล่ออกผู้พิพากษาผิดชู้สาว-รับสินบน 70 ล.
20 ธันวาคม 2553 22:57 น.

       ก.ต. มีมติไล่ออก“สมศักดิ์ จันทกุล”ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ทำผิดวินัยร้ายแรง มีพฤติการณ์ฉันท์ชู้สาวเมียชาวบ้าน-เรียกรับสินบน เดินหน้าดำเนินคดีอาญา
      
       วานนี้(20 ธ.ค.)เวลา 13.30 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) พิจารณาลงมติ กรณีมีผู้ร้องเรียน นายสมศักดิ์ จันทกุล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ถูกกล่าวหา มีพฤติการณ์ฉันท์ชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้ว และเรียกรับผลประโยชน์ โดยที่ประชุม ก.ต.มีมติเห็นว่า นายสมศักดิ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง ตามที่มีผู้ร้องเรียนจริง จึงมีมติให้ไล่ นายสมศักดิ์ ออกจากราชการ โดยให้สำนักงานศาลยุติธรรมทำหนังสือเสนอโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่ง และเรียกคืนเครื่องราชย์ฯทุกชั้นยศ พร้อมกับพิจารณาเรื่องการดำเนินคดีอาญา
      
       สำหรับการร้องเรียนครั้งนี้ ผู้ร้องได้เปิดเผยชื่อตนเองพร้อมส่งพยานหลักฐานเอกสาร ภาพถ่ายประกอบการพิจารณาของ ก.ต. อย่างค่อนข้างชัดเจน ว่า นายสมศักดิ์ มีพฤติการณ์ฉันท์ชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้ว ยังอาศัยหญิงรายดังกล่าวใช้ในการเรียกร้องสินบนในการตัดสินพิพากษาคดีต่างๆ หลายคดีเป็นเงินรวมหลายสิบล้านบาทขึ้นอยู่กับความสำคัญของคดี เช่น
      
       1. มีการเรียกสินบนเป็นเงิน 70 ล้านบาทในการพิจารณาคดีบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่งที่กลุ่มผู้บริหารบริษัทถูก กล่าวหาว่า กระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในการยักยอกทรัพย์ หรือไซฟ่อนเงินของบริษัท และเกี่ยวพันกับตระกูลนักการเมืองระดับรัฐมนตรี ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้อง
      
       2. คดีโรงแรมชื่อดังย่านสุขุมวิท 3. คดีการประกันตัวจำเลยในคดีตาม พ.ร.บ. การกู้เงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่มีการเรียกเงินสินบน 2 ล้านบาท หลังจากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วจำเลยได้ซื้อรถยนต์ Benz รุ่น S 280 ปี 2002 ในราคา 2.1 ล้านบาท ที่เหลืออีก 1.5 ล้านบาท จัดไฟแนนซ์ให้อีกด้วย และ 4.เรียกสินบน 3.5 ล้านบาทในการสั่งอนุญาตการปล่อยชั่วคราวชาวต่างประเทศรายหนึ่ง โดยทนายความของจำเลยได้ยื่นคำร้องประกอบการขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลอาญาและ ศาลอุทธรณ์มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการอนุญาต ทนายความจึงติดต่อผ่านหญิงที่มีสัมพันธ์กับผู้ถูกร้องเรียน ซึ่งตกลงเรื่องเงินสินบนเป็นเงิน 3.5 ล้านบาท จากนั้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยดังกล่าวในเดือนกันยายน 2552
      
       ประธานศาลฎีกา ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้พิจารณาเอกสารหลักฐานและสอบถามผู้ร้องเรียนซึ่งได้ยืนยันข้อเท็จจริงตาม คำร้องเรียน นอกจากนี้ยังได้สอบถามผู้เกี่ยวข้อง แล้วเห็นว่าข้อร้องเรียนดังกล่าวมีมูล จึงได้รายงานให้ประธานศาลฎีกาทราบ และต่อมา ก.ต. ได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย และมีคำสั่งให้ย้าย นายสมศักดิ์ ไปเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งเป็นตำแหน่งแขวนไม่ มีหน้าที่ในการพิจารณาคดี พร้อมทั้งเซ็นคำสั่งพักราชการนายสมศักดิ์ ไว้ด้วย
      
       กระทั่งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว เห็นว่า นายสมศักดิ์ ได้กระทำผิดตามที่มีผู้ร้องเรียน กล่าวหาจริงใน 2 กรณี คือ มีพฤติการณ์ฉันท์ชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้ว และเรียกรับสินบนแลกกับการสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย เข้าข่ายเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพราะเป็นการรับสินบนเพื่อล้มคดีหรือให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวเป็นความผิด ทางอาญา เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง จึงเสนอให้อนุ ก.ต. พิจารณาเสนอที่ประชุม ก.ต.พิจารณาลงโทษให้ไล่ออกจากราชการดังกล่าว
      
       มติ ก.ต.ในครั้งนี้ สอดรับกับคำปราศรัยของนายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2553 ที่มอบให้แก่ประชาชนชาวไทยตอนหนึ่งว่า...“ศาลยุติธรรมได้กำหนดนโยบายที่จะ เพิ่มพูนประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรมและทั่วถึง รักษามาตรฐานทางจริยธรรมและความเป็นกลางของผู้พิพากษา สร้างความปรองดองและสมานฉันท์ในสังคมด้วยการส่งเสริมการเคารพในวัฒนธรรม ศาสนา และกฎหมาย กระผมและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ขอตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ ประชาชนด้วยความถูกต้องและเที่ยงธรรม ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อความสงบสุขและร่มเย็นของสังคมและพี่น้องชาวไทยได้อยู่ร่วมกันโดยเปี่ยม ด้วยความผูกพันและห่วงใยต่อกัน”

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประกาศผลสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ๒๕๕๓


ผู้สอบผ่านครั้งนี้มีมาจาก 3 สถาบัน คือ
นิติ จุฬาฯ 14 ท่าน นิติ มธ. 8 ท่าน นิติ ราม 3 ท่าน โดยเเบ่งได้ดังนี้

1 น.ส. ภัทรธร เชาวลิตถวิล ฬ รหัส ๔๖
2 นาย พลภัทร บุญ-หลง ฬ รหัส ๔๖
3 นาย ณัฐกร จันทร์หอม ฬ รหัส ๔๖
4 นาย อลงกต ปิติสันต์ ฬ รหัส ๔๖
17 นาย พงศ์อิทธิ ภูษิตโภยไคย ฬ รหัส ๔๖
7 น.ส. กุณฑิกา ช่วยพนัง ฬ รหัส ๔๕
14 น.ส. ปิติดา ธรรมฤาชุ ฬ รหัส ๔๕
16 น.ส. นลินอร ธิบดี ฬ รหัส ๔๕
19 นาย ภวิศร์ เชาวลิตถวิล ฬ รหัส ๔๕
23 ร.ต. (หญิง) วันวสี บุญโปร่ง ฬ รหัส ๔๕
24 น.ส. นิออน ลี ฬ รหัส ๔๕
25 น.ส. อนัญญา ทองดารงชัย ฬ รหัส ๔๕
9 น.ส. ปุณธิกาญจน์ ตั้งเจริญ ฬ รหัส ๔๔
20 น.ส. อัญชนีย์ โตวนิชย์ ฬ รหัส ๔๔

5 น.ส. พิยานุช แป้นอ้อย มธ รหัส ๔๕
6 น.ส. ยุวดี โชคถาวร มธ รหัส ๔๕
21 น.ส. พนิดา พงศ์สุวรรณ มธ รหัส ๔๕
13 นาย ณัฐพล จันทรศิริภาส มธ รหัส ๔๖
8 นาย ธีระชาติ วิเชียรสุวรรณ์ มธ รหัส
15 นาย นที ตีรวัฒนกฤษณ์ มธ รหัส
12 นาย สุรเชนทร์ วงค์พิพันธ์ มธ
18 นาย นครินทร์ เชาวลิต มธ รหัส


11 นาย ประมูล ทองนุ่ม นิติรามฯ๔๔
22 นาย คมสัน อ้นโตน นิติรามฯ
10 ว่าที่ พ.ต.ต. อนุกูล นาคเรืองศรี นิติรามฯ
นรต.๕๔

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข่าว๑๐-๓๐


จำนวนคนอ่านล่าสุด 65 คน

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7275 ข่าวสดรายวัน


ยื่นปปช.สอบ 4เปารธน.แต่งตั้งลูก


เป็นเลขาฯแต่ชื่อ-ตัวไม่อยู่ ยกฟ้องอจ.ฉีกบัตรเลือกตั้ง อธิบดีศาลเห็นแย้ง-ชี้ทำผิด


ศาลยกฟ้อง "ไชยันต์ ไชยพร" อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯฉีกบัตรเลือกตั้ง 2 เม.ย. 49 ศาลระบุจำเลยฉีกบัตรเพื่อสื่อถึงการไม่ยอมรับเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ก่อเหตุวุ่นวายและทำให้เสียหาย ชมรมกฎหมายภิวัตน์ ยื่นป.ป.ช.และผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ 4 ตุลาการศาลรธน. ตั้งลูกและหลานเป็นเลขา นุการ 'เทอดพงษ์'สอบ'วิรัช'โผล่ ในคลิปฉาวเสร็จ เตรียมสรุปส่ง'มาร์ค' 1 พ.ย. 'สุวัจน์' เชื่อมีเลือกตั้งเร็วๆ นี้หลังนายกฯปูดเลือกตั้งปีหน้า

ยื่นป.ป.ช.สอบ4เปารธน.

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.นายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ให้ไต่สวนและดำเนินคดี 4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดดำรงตำแหน่งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ ว่า สืบเนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน ประกอบด้วย นายบุญส่ง กุลบุปผา นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายเฉลิมพล เอกอุรุ และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี มีพฤติการณ์ส่อว่าน่าจะกระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมตามมาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และส่อว่าน่าจะกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 152 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ตั้งลูก-หลานเป็นเลขาฯ

นายพิชา กล่าวว่า นายบุญส่ง และนายสุพจน์ แต่งตั้งบุตรตัวเองเป็นเลขานุการ ขณะที่นายเฉลิมพล แต่งตั้งหลานเป็นผู้ช่วยเลขานุการของตนเอง และยังผลักดันให้เป็นข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนนายอุดมศักดิ์แต่งตั้งหลาน 2 คนมาเป็นเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งบุคคลที่เป็นญาติของตุลาการทั้ง 4 คนต่างได้รับเงินเดือนและผลตอบแทนอัตราสูง นอกจากนี้บุตรของนายบุญส่ง คือนายทนายรัฐ กุลบุป ผา หลังได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการแล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ได้มาปฏิบัติงานประจำที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ระหว่างศึกษาในต่างประเทศกลับได้รับเงินเดือนและผลตอบแทนตามปกติทุกเดือน เรื่องนี้ตนยื่นคำร้องต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

"การที่ตุลาการทั้ง 4 คนแต่งตั้งญาติตนเองเท่ากับตุลาการทั้ง 4 คนไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 วรรค 4 ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมของตุลาการรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ตามประกาศศาลรัฐธรรมนูญเรื่องจริยธรรมตุลาการ ข้อ 1 และข้อ 2 ซึ่งน่าจะอยู่ในข่ายต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญด้วย" นายพิชากล่าว

ยื่นผู้ตรวจแผ่นดินสอบด้วย

ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพิชาเข้ายื่นหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบกรณี 4 ตุลา การศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งบุตรและหลานทำหน้าที่เลขานุ การและผู้ช่วยเลขานุการ ว่าเป็นการกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 280 ซึ่งเกี่ยว ข้องกับการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมในการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ ที่กำหนดให้ต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว หากผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบและเห็นว่าพฤติการณ์ของ 4 ตุลาการเข้าข่ายความผิด ตามขั้นตอนจะยื่นต่อวุฒิสภาเพื่อถอดถอน

ท่านเปาตามสบายไม่มีปัญหา

ด้านนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ใครมีอำนาจฟ้องก็ทำไป ป.ป.ช.จะได้ตัดสิน แต่ ถ้ามองว่าตั้งคนใกล้ชิดเป็นเลขานุการไม่ได้ อย่างนี้พวก ส.ส.ก็ผิดกันบานเลย ตนไม่อยากพูดอะไรมากเพราะขณะนี้ตกลงเป็นมติของตุลาการฯแล้วว่า ตุลาการฯไม่ควรออกมาพูดอะไรมาก เพราะจะกลายเป็นการ ตอบโต้รายวัน ซึ่งไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรม นูญออกเอกสารข่าว มีข้อความระบุว่าตามที่ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด กรณีมีผู้ให้ข่าวทางหนังสือ พิมพ์ข่มขู่ตุลาการฯ และเปิดเผยคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับการประชุมพิจารณาคดี รวมถึงการให้กระทรวงการต่างประเทศเพิกถอนหนังสือ เดินทางราชการของนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขณะนี้สำนัก งานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการดังกล่าวแล้ว

ตร.เก็บหลักฐานถ่ายคลิปในศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมามีตำรวจกองปราบปราม 4 นาย เดินทางมาสำนัก งานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีรายงานว่ามาประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ปรากฏภาพในคลิป ซึ่งเป็นห้องประชุมคณะตุลา การฯ และเข้าตรวจสอบบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดแอบถ่ายภาพภายในห้องประชุม โดยสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลว่าบริเวณที่ปรากฏ ในคลิปเป็นที่นั่งของบุคคลใด ซึ่งได้รับคำตอบว่าเป็นที่นั่งของนายพสิษฐ์ อย่างไรก็ตามตำรวจกองปราบฯตรวจสอบตำแหน่งการถ่ายคลิป และดูคลิปแล้ว วิเคราะห์ว่ากล้องที่ใช้บันทึกภาพเป็นกล้องสำหรับแอบถ่ายโดยเฉพาะ คาดว่าอาจเป็นกล้องปากกา

กก.แก้รธน.แจงยุบศาลรธน.

ขณะที่นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุดที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน กล่าวถึงกรณีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุฝ่ายการเมืองพยายามแก้รัฐธรรมนูญในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ยุบองค์กรนี้ไปอยู่ในแผนกงานคดีที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญของศาลฎีกา ว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญแยกออกมาเป็นอิสระเพียงหน่วยงานเดียวอย่างปัจจุบันนี้ คิดว่ายังไม่ค่อยจำเป็นเท่าที่ควร แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรพิจารณาคดีเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ 

"ผมคิดว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีศาลคู่มากมายถึง 2-3 ศาล เช่น ศาลรัฐ ธรรมนูญ ศาลปกครอง แต่ควรมีศาลเดี่ยวที่แยกแผนกการทำงานของคดีต่างๆ อาทิ ศาลฎีกาในแผนกคดีทางการปกครอง ศาลฎีกาในแผนกคดีกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นต้น โดยตั้งองค์คณะตุลาการขึ้นมาดูแลแต่ละแผนก ซึ่งอาจใช้ระบบการสรรหาคณะตุลาการหรือผู้พิพากษาที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายหรือผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นๆ ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาสมทบ จะทำให้ระบบการทำงาน มีกลไกโปร่งใสตรวจสอบได้ รวมถึงควรใช้ระบบการพิจารณาเพียงระบบเดียว ซึ่งจะใช้ระบบไต่สวนก็ใช้ทั้งระบบ หรือจะใช้ระบบกล่าวหาก็ใช้ทั้งระบบ เพื่อป้องกันปัญหา 2 มาตรฐาน" นายเจษฎ์ กล่าว

ปชป.โต้กลับพท.ทุกเม็ด

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้กรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้า พรรคไทยรักไทย ระบุศาลรัฐธรรมนูญมักอนุญาตทีมทนายพรรคประชาธิปัตย์ถามยาวเป็นพิเศษว่า ถือเป็นการโกหก ใส่ร้ายศาล จงใจทำให้ศาลเสียหาย เพราะการสืบพยานฝ่ายโจทก์นั้นถามได้เต็มที่ ศาลอนุญาตให้ถามโดยไม่ได้กำหนดว่ากี่คำถาม ส่วนที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรองประธานสภาผู้แทนฯ ระบุกรณียุบพรรคพลังประชา ชน ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาสั้นกว่าคดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ขอชี้แจงว่าการยุบพรรคพลังประชาชน ได้ผ่านขั้นตอนพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาแล้ว แต่ศาลฎีกาฯไม่มีอำนาจสั่งยุบพรรค เพราะกฎหมายให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องนำเรื่องเข้าศาลรัฐธรรมนูญ และยุบพรรคพลังประชาชนในที่สุด ต่างกับกรณีพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์บิดเบือนพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หวังโจมตี ทำลายความน่าเชื่อถือศาลรัฐ ธรรมนูญ

ส่วนที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย ระบุพรรคประชาธิปัตย์เฉไฉกรณีคลิปฉาว นายวิรัตน์ กล่าวว่า เป็นที่รู้กันในข้อเท็จจริงว่าที่ประชุมตุลาการจะเชิญประธานกกต.มาเป็นพยาน จึงนำกรณีนี้มาหลอกนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง คณะทำงานฝ่ายกฎหมายฯ ให้ไปติดกับ ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องเฉไฉตามที่ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวหา ซึ่งสอดรับกับกลุ่มบุคคลที่ต้องการทำลายสถาบันยุติธรรมและสถาบันองคมนตรีตามคลิปที่ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทุบตั้งแต่ตอนที่ 1-5

พลิกกฎหมายหาช่องยุบพท.

นายวิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์มีอาการเหมือนคนธาตุไฟแตกหลังจากถูกแฉเรื่องคลิปฉาวจึงจะฟ้องกกต.เพื่อยุบพรรคเพื่อไทยนั้น เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเพราะเป็นผู้นำเรื่องดังกล่าวมาขยายผล ทั้งหมดมีกฎหมายอาญารองรับว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 139 โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี และมาตรา 198 โทษจำคุก 1-7 ปี และมาตรา 164 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้กลุ่มคนเหล่านี้ทำหน้าที่เกี่ยวโยงกันเพียงแต่แบ่งหน้าที่กันทำ

นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นกรณีที่คนพรรคเพื่อไทยนำคลิปออกมาข่มขู่ตุลาการถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย ทีมกฎหมายของพรรคจะหารือถึงข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมายที่มีอยู่ หากเข้าข่ายความผิดจะเสนอยุบพรรคเพื่อไทยทันที ยืนยันว่าไม่ใช่พรรคธาตุไฟแตก แต่ทำหน้าที่เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสังคม ไม่ให้นำเรื่องนี้ไปขยายความ บิด เบือนหรือขยายผลทางการเมืองอีกต่อไป

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. พาดพิงนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลา การศาลรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาเปิดเผยว่าตุลาการถูกข่มขู่เอาชีวิตนั้น เรื่องนี้จะเห็นพฤติกรรมได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบที่มีกลุ่มคนชุดดำใช้อาวุธสงครามยิงพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสธ.พล.ร. 2 รอ. เสียชีวิตในการชุมนุมแต่ไม่เคยยอมรับความจริง กลับท้าให้เจ้าหน้าที่ไปสืบเอาเอง และยังเอาเรื่องโกหกรายวันออกมาบิดเบือนต่อสังคมทำให้คนสับสน ทั้งที่ถูกจับได้ ยืนยันว่าหากพฤติกรรมของกลุ่มคนเหล่านี้มีความผิดตรงตามข้อกฎหมายที่กำหนด จำเป็นต้องยื่นเรื่องยุบพรรคเพื่อไทย

ยันไม่เคยวิ่งเต้น-ซื้อตัวศาล

นายวิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุถึงคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีภาพนายวิรัชปรากฏอยู่ในคลิปฉาว ต้องการฟอกขาวให้นายวิรัชนั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องภายในของพรรค นายพร้อมพงศ์อย่ามาจุ้นจ้านจัดการงานนอกสั่งเพราะไม่ใช่หน้าที่ของนายพร้อมพงศ์ พรรคยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้ใด หากผิดว่าตามผิด หากถูกก็คือถูก ดังนั้นขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการอย่างเฉียบขาดต่อกระบวนการหรือกลุ่มบุคคลใดๆ ที่ต้องการล้มล้างศาลรัฐธรรมนูญ ทำลายกระบวนการยุติธรรมและสถาบันองคมนตรีด้วย ยืนยันว่าพรรคเคารพในสถาบันตุลาการและกระบวนการยุติธรรมมาตลอด ไม่เคยวิ่งเต้นหรือซื้อตัวตุลาการอย่างบางยุคบางสมัยที่เมื่อซื้อไม่ได้ก็ต้องทำลาย

ขณะที่นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาด ไทย ทีมกฎหมายคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องกดดันตุลาการฯมีมาต่อเนื่อง นามสกุลเดียวกับส.ส.ก็ถูกกดดัน เรียนรุ่นเดียวกันก็ถูกกดดัน เป็นวิธีการเพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เช่น เคลื่อนไหวกดดันกกต.จนพูดว่าต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว กกต.จะไม่ถูกกระทำ เป็นกระบวน การบีบคั้นองค์กรอิสระและเอาคืนจากการยุบไทยรักไทยและพลังประชาชน คนที่เคลื่อนไหวสังกัด 2 พรรคนี้ อยากขอตุลาการฯว่า อย่าหวั่นไหว ถ้าเราผิดจริง เราพร้อมน้อมรับผลการตัดสิน

กก.สอบ'วิรัช'ชงสรุปส่งมาร์ค

นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง ทีมกฎหมายของพรรคไปปรากฏอยู่ในคลิปฉาวซึ่งโยงถึงคดียุบพรรคว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ทั้งรายละเอียดของคลิปและพฤติกรรมความเหมาะสมของนายวิรัชในการไปพบนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และจะนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 31 ต.ค. เพื่อร่างรายงานและนำเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในฐานะหัว หน้าพรรค วันที่ 1 พ.ย.นี้ ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อสรุปได้ ส่วนจะลงโทษนายวิรัชหรือไม่ เป็นอำนาจหัวหน้าพรรค มีตั้งแต่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ และอื่นๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทำงานของคณะทำงานชุดดังกล่าว ได้ให้ผู้ชำนาญการตรวจสอบคลิปพบว่าบางช่วงมีการตัดต่อ แต่การตัดต่อไม่ได้มีผลต่อเนื้อหาในการพูดคุยกัน รวมถึงคณะทำงานยังเชิญเพื่อนร่วมรุ่นหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 13 (ปปร.13) ทั้งหมด ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับนายพสิษฐ์ร่วมให้ข้อมูลด้วย

ห่วงเสื้อแดงชุมนุมกดดันศาล

ส่วนน.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแถลงการปิดคดียุบพรรคกรณีถูกกล่าวหาว่าใช้เงินสนับสนุนพรรค การเมืองของกกต. 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ว่า พรรคพร้อมแถลงปิดคดีด้วยวาจา วันที่ 29 พ.ย. ซึ่งตลอด 64 ปีพรรคได้ยึดถือกฎหมาย ความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน และยืนยันว่าขณะนี้พรรคมั่นใจในการดำเนินการของพรรค อย่างไรก็ตาม ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ไม่อยากให้ฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องแทรกแซงศาลและกระบวนการยุติธรรม ส่วนที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เรียกร้องให้ดูเนื้อหาของคลิป ไม่ใช่ดูว่าใครถ่าย นั้น ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจ้องทำลายตุลาการและกระบวนการยุติธรรม เพราะขณะนี้สังคมตั้งข้อสังสัยว่า พรรคเพื่อไทยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่กับคลิปดังกล่าว เพราะเพื่อไทยเผยแพร่เรื่องดังกล่าวก่อนเว็บไซต์

น.พ.บุรณัชย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มนปช. เตรียมชุมนุมวันที่ 19 พ.ย.ว่า พรรคกังวลว่าจะใช้เวลาช่วงนี้กดดันสู่การแถลงการปิดคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ประเทศประสบปัญหา ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายช่วยประคับประคองประเทศ เพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหาย

น.พ.บุรณัชย์ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีจะนำ 6 ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหารือว่า พรรคถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความคืบหน้าในกรอบการปรองดอง 5 ข้อ หลัง จากตั้งคณะกรรมการศึกษาติดตามตั้งแต่เดือนพ.ค. เชื่อว่า นายกฯจะนำ 6 ข้อเสนอ เข้าสู่ครม.วันที่ 2 พ.ย.นี้ คาดว่าประมาณ 2 สัปดาห์น่าจะเสร็จ ในส่วนของพรรคแม้ที่ผ่านมาจะมีมติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้เมื่อมีข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปเข้ามาใหม่ ต้องนำเข้าที่ประชุมครั้งต่อไป คิดว่าน่าเป็นหลังจากรัฐบาลได้ข้อสรุปแล้ว

เปล่าตี2หน้าเกมแก้รธน.

ส่วนนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้คาดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้รัฐธรรมนูญว่า เรื่องยังไม่มีข้อสรุป ไม่ควรออกมาทำนายหรือฟันธง แม้ก่อนหน้านี้พรรคเคยมีมติไม่เห็นด้วยกับการแก้ก็ตาม แต่เมื่อนายกฯแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายขึ้น ต้องยอมรับผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้ พรรคต้องพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในทุกแง่มุม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น รวมทั้งเหตุผลและความจำเป็นจากการศึกษาของคณะกรรมการชุดดังกล่าวด้วย ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงมติของพรรคก็ได้ ทุกพรรคต้องพร้อมทุกสถานการณ์ เข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้กติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยไม่มีเงื่อนไข

นายเทพไท กล่าวด้วยว่า นายกฯเสร็จภารกิจการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เวียดนามและแก้ปัญหาน้ำท่วมได้แล้ว คงมีเวลาเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยและทำความเข้าใจเรื่องนี้ต่อไป ยืนยันว่านายกฯไม่ได้ซื้อเวลาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อมีปัญหาเฉพาะหน้าคือความเดือดร้อนของประชาชน หากละทิ้งปัญหาดังกล่าว แล้วมาสนใจปัญหาผลประโยชน์ของนักการเมืองกันเอง อาจทำให้สังคมนินทาหรือประณามนักการเมืองได้ ส่วนบางฝ่ายพยายามยัดเยียดและกล่าวหาว่าประชาธิปัตย์กำลังตี 2 หน้าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น ยืนยันว่าไม่จริง ประชาธิปัตย์มีหน้าเดียวมาตลอด

'สุวัจน์'แย้มมีเลือกตั้งเร็วๆ นี้

ทางด้านนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา ให้สัมภาษณ์กรณีนายกฯส่งสัญญาณเลือกตั้งปีหน้าว่า ก็ดี เพราะสัญญาณการเลือกตั้งที่ชัดเจน เป็นสัญญาณที่ดีต่อประเทศ ทุกคนจะได้เตรียมตัว และแสดงความจริงใจของรัฐบาลว่าทำทุกอย่างโปร่งใส เชื่อว่าเมื่อมีเลือกตั้งเมื่อไหร่ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ จะเบาบางลง อย่าลืมว่าการเลือกตั้งเป็นปัจจัยหนึ่งของการเรียกร้องที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ฉะนั้นถ้าวันนี้ภาพการเลือกตั้งเกิดขึ้น แน่นอนที่สุดความขัดแย้งลดลง ถ้าเราจัดเลือกตั้งได้ดี ทุกฝ่ายยอมรับผล ปัญหาความขัดแย้งภายหลังเลือกตั้งจะน้อยลง ทุกอย่างจะเข้าสู่กลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย ตนมองว่าการเลือกตั้งจะมีส่วนสำคัญในการลดความขัดแย้ง การที่นายกฯออกมาพูดจุดยืนเรื่องนี้ชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่าแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคเพื่อไทยมีมุมมองตรงกันว่านายกฯแค่พูดเอาหล่อ เพราะรู้อยู่แล้วว่าวาระของรัฐบาลสิ้นสุดแค่วันที่ 22 ธ.ค. 2554 นายสุวัจน์ กล่าวว่า นายกฯพูดชัดว่าไม่อยู่ครบเทอม นายกฯพูดมาหลายครั้งแล้วคงแน่นอน ท่านต้องเป็นผู้ที่ตัดสินใจหลักของพรรคร่วมในการยุบสภา ถ้านายกฯมีอะไรถึงจุดนั้น คงปรึกษาหารือกับผู้ร่วมรัฐ บาล เพียงแต่ต้องเป็นเวลาที่เหมาะสม ตนว่าเป็นสัญญาณชัดเจนแล้วว่าเร็วๆ นี้คงมีเลือกตั้ง แต่จะเป็นช่วงหลังน้ำลดเมื่อไหร่ อีกนานแค่ไหน

เมื่อถามว่านายกฯควรประกาศเรื่องวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเลยหรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า อย่างน้อยวันนี้ก็เห็นกรอบรวมที่ชัดเจนว่าปีหน้ารัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอมแน่ ต่อไปจะเป็นรายละเอียด หลังจากปัญหาน้ำท่วมคลี่คลายลง นายกฯคงมีภาพรวมที่ชัดเจนอีกครั้ง

ต่อข้อถามว่าปัญหาความขัดแย้งยังไม่หมด ถ้าเลือกตั้งอีกจะเพิ่มดีกรีความขัดแย้งหรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า "น้ำเดือดเราก็ลดอุณหภูมิให้เป็นน้ำร้อนก่อน แล้วน้ำร้อนลดอุณหภูมิให้เป็นน้ำอุ่น จากน้ำอุ่นแล้วสักวันหนึ่งมันจะร่มเย็นสงบ น้ำจะเย็น มันเป็นไปทีละลำดับ เหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงของเรามันหนักหนาสากรรจ์ การที่ทุกฝ่ายช่วยกันประคองสถานการณ์ไว้ ขณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีมากแล้ว เศรษฐกิจยังเดินไปได้ ตัวเลขจีดีพีโตถึง 7% โดยที่เศรษฐกิจโตท่ามกลางความขัดแย้ง ถ้าสักวันไม่มีความขัดแย้ง จีดีพีไม่เป็น 10 หรือ ถ้าเราเห็นตรงนี้กันและเรามีความจริงใจ มุ่งมั่นช่วยกันแก้ปัญหาน่าจะเป็นเรื่องที่ดี

ทุกพรรคล้วนมุ่งสนามโคราช

ผู้สื่อข่าวถามว่าความคืบหน้าการแก้รัฐธรรมนูญจะช่วยเสริมความปรองดองหรือเพิ่มความขัดแย้ง เพราะกลุ่มพันธมิตรตั้งเป้าคัดค้าน นายสุวัจน์ กล่าวว่า แล้วแต่ประ เด็นที่จะแก้ไข และขึ้นกับวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ยอมรับ ซึ่งจะทำให้ไม่มีความขัดแย้ง แต่ถ้าวิธีการไม่ได้รับการยอมรับมันจะขัดแย้งกัน เมื่อถามว่าหากการแก้รัฐธรรม นูญไม่สำเร็จ ต้องเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังรับได้หรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า นักการเมืองคือผู้เล่น ไม่ใช่ผู้กำหนดกติกา ดังนั้นกติกามีอย่างไรก็เป็นเรื่องความสมัครใจจะเล่นหรือไม่เล่น

เมื่อถามว่านายกฯจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรม นูญของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เข้าหารือครม.วันที่ 2 พ.ย. พรรครวมชาติพัฒนารับข้อเสนอดังกล่าวได้หรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ตนไม่ตอบในนามพรรค เรื่องนี้มาจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯของสภาที่เคยศึกษาไว้ และทุกฝ่ายยอมรับระดับหนึ่ง และคณะกรรมการชุดที่รัฐบาลตั้งขึ้นมีแนวทางใกล้เคียงกับแนวทางเก่าที่ทำมา ต้องยอมรับว่ามีพื้นฐานที่มาที่ไปในระดับพอสมควร เชื่อว่าความขัดแย้งไม่น่าจะมาก ซึ่งต้องแล้วแต่ที่ประชุมหรือทุกฝ่ายจะเห็นอย่างไร แต่ตนอยากให้ความสำคัญกับเรื่องวิธีการและขั้นตอนให้เกิดการยอมรับเพื่อลดความขัดแย้ง

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยประกาศรุกหนักในพื้นที่นครราชสีมา นายสุวัจน์ กล่าวว่า โคราชเป็นจังหวัดใหญ่รองจากกรุงเทพฯ มีส.ส.เขตและสัดส่วนรวมถึง 20 ที่นั่ง ต้องเป็นเป้าหมายของทุกพรรคอยู่แล้ว ถ้าใครชนะที่โคราชก็ใหญ่กว่าพรรคหนึ่งด้วยซ้ำไป จึงเป็นพื้นที่เป้าหมาย แต่จะแพ้หรือชนะอยู่ที่ชาวโคราชจะรักใครชอบใคร เมื่อถามว่าจับมือกับว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งนครราชสีมาหรือไม่ นายสุวัจน์ ยิ้ม แล้วกล่าวว่า "มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เคารพนับถือกันในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์เป็นรุ่นพี่ผม"

พรรคเติ้งคึกไม่กลัวใคร

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายวัชระ กรรณิ การ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงวอร์รูมห้องกรกฎของพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์สถานการณ์การเลือกตั้ง อ้างผลสำรวจระบุภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ส.ส.เพื่อไทยอาจถูกดูด โดยจับตาความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยพัฒนามากเป็นพิเศษเพราะมีทั้งกระแสและทุน ว่า ในส่วนภาคเหนือตอนล่างเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่เราไม่กลัวคู่แข่งหรือพรรคอื่น รวมถึงพื้นที่อื่นที่มีส.ส.ของชาติไทยพัฒนา

นายวัชระ กล่าวว่า การดำรงอยู่ของส.ส. ชาติไทยพัฒนาเป็นดาวฤกษ์ ไม่ได้เป็นดาวเคราะห์ ส.ส.ทุกคนมีคะแนนเสียงส่วนตัว มีความนิยม ชมชอบในหมู่ประชาชนมาก ไม่ ใช่ดาวเคราะห์ที่ต้องอาศัยกระแส หรือความนิยมชมชอบของพรรคเป็นตัวผลักดัน ส.ส. พรรคไม่เคยทิ้งพื้นที่ ไม่มีความเกรงกลัวคู่แข่ง

นายวัชระ กล่าวถึงกรณีนายกฯเตรียมนำการแก้รัฐธรรมนูญของคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าครม. ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาเห็นด้วยที่นายกฯจะนำเข้าครม. แม้เรื่องการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญจะเป็นเรื่องของสภา และ ส.ส. แต่หากนำเข้าครม.ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะโดยข้อเท็จจริงครม.ถือเป็นตัวแทนพรรคการเมืองเสียงข้างมาก ซึ่งข้อเสนอของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ใน 6 ประเด็น พรรคไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการตอบรับทั้ง 6 ประเด็น แต่คาดหวังว่าอย่างน้อยสุดในมาตรา 93 ว่าด้วยที่มาของกติกาเลือกตั้ง และมาตรา 190 ว่าด้วยการทำสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคชาติไทยพัฒนาผลักดันมาโดยตลอด

พท.ท้า'มาร์ค'บอกวันเลือกตั้ง

ที่พรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ ชัยกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล และศูนย์ปราบโกงของพรรคเพื่อไทย ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนฯ ว่า ที่ประชุมมอบหมายศูนย์ปราบโกง รวบรวมการทุจริตในรัฐบาล จากนั้นจัดทำเป็นสมุดปกดำแจกประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง รวมทั้งจัดนิทรรศการเปิดโปงโกงเต็มรูปแบบ โดยกำชับประธานกรรมาธิการเก็บข้อมูลทุจริต และการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาล เพื่อเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และรวบรวมเพื่อทำปฏิทินโกงแจกประชาชนทั่วประเทศช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554 โดยระบุชัดเจนว่ารัฐบาลโกงโครงการอะไรบ้าง แล้วโกงเมื่อไร เท่าไหร่ ประชาชนจะได้จำได้ ส่วนที่นายกฯระบุจะยุบสภาปี 2554 ส.ส.เพื่อไทยหารือกันเห็นว่านายกฯไม่จริงใจเรื่องยุบสภา เพราะถึงอย่างไรก็ต้องยุบสภาอยู่แล้วในปี 2554 หรืออาจใช้ช่วงเวลาก่อนครบวาระ 7 วัน ยุบสภาเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง เหมือนสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกฯประกาศแม้แพ้เลือกตั้งก็ยอมหากบ้านเมืองสงบนั้น ความจริงเดือนธ.ค.2554 จะมีเลือกตั้งใหญ่อยู่แล้ว เพราะรัฐบาลอยู่ครบวาระการทำงาน หากนายกฯจริงใจต้องกำหนดชัดเจนว่าจะเลือกตั้งวันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร เวลาที่เหลืออยู่รัฐบาลจะทำอะไรให้มีผลงานปรากฏ สำหรับเพื่อไทยขณะนี้พร้อมเลือกตั้งทุกเวลา ตัวผู้สมัครส.ส.ก็พร้อม ขาดบางเขตเท่านั้น ไม่มีปัญหาอะไร

ศาลไกล่เกลี่ยคดีเขาแพง

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เลขานุการคณะทำงานพรรคเพื่อไทย ติดตามตรวจสอบกรณีถือครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ ธานี กล่าวถึงกรณีนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ เป็นโจทก์ฟ้องศาลจังหวัดสุราษฎร์ ธานี เรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาท ซึ่งศาลนัดคู่กรณีไกล่เกลี่ยในวันนี้ว่า กรณีเขาแพง ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการป.ป.ช. เมื่อผลสอบออกมาจะทราบว่าใครถูกใครผิด มั่นใจมากว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านตรวจสอบเป็นเรื่องที่ถูกต้อง โดยเฉพาะความชัดเจนในพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารราชการ เชื่อว่าป.ป.ช.จะสรุปผลสอบเร็วๆนี้ ทั้งนี้มอบหมายนายวีรภัทร ศรีไชยา เป็นทนายความไปรับฟังผลไกล่เกลี่ย

ด้านนายวีรภัทรให้สัมภาษณ์ว่า ศาลอยากให้คู่ความเจรจากันเพื่อหาข้อยุติ แต่เนื่อง จากฝ่ายจำเลยมาไม่ครบเลยไม่สามารถหาแนวทางระงับข้อพิพาทได้ ศาลจึงนัดไกล่เกลี่ยพร้อมสืบพยานอีกครั้งวันที่ 29 พ.ย. เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายหา แนวทางไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ตามขั้นตอนหากนัดไกล่เกลี่ยครั้งต่อไป ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลโดยสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลย คาดว่าจะใช้เวลานานพอสมควร ส่วนจำเลยยืนยันว่ามีความพร้อมต่อสู้คดีเต็มที่

ยกฟ้อง'อจ.ไชยันต์'ฉีกบัตรเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐ ศาสตร์ จุฬาฯ เป็นจำเลยฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และส.ว. พ.ศ. 2541 มาตรา 108 ที่ห้ามมิให้ทำบัตรเลือกตั้งดีเป็นบัตรเสีย และป.อาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ คดีนี้สรุปฟ้องว่าเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2549 เวลากลางวัน จำเลยฉีกบัตรเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 ใบ และแบบบัญชีรายชื่อ 1 ใบ ของสำนักงานกกต.ขาดออกเป็นหลายชิ้นจนเสียหายใช้ลงคะแนนไม่ได้ อันเป็นการจงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุดเสียหาย เหตุเกิดที่หน่วยเลือกตั้ง โรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ แขวงและเขตสวนหลวง กทม.

จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่าการยุบสภาผู้แทนฯของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯขณะนั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบในสภาเรื่องถือครองหุ้นชินคอร์ปฯของครอบครัวชินวัตร การยุบสภาจึงมิได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และจะใช้ผลเลือกตั้งซักฟอกความผิดของตน และกำหนดวันเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยฉีกบัตรเลือกตั้งโดยเจตนาที่จะต่อต้านการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้มีเจตนาทำลายบัตรเลือกตั้ง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 บัตรเลือกตั้งที่มอบให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงไม่ใช่บัตรเลือกตั้งเป็นเพียงแบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และสว. มาตรา 108 และการที่จำเลยมาใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วฉีกบัตรเฉพาะในส่วนที่ได้รับมาทั้งสองใบอย่างเปิดเผยเพื่อสื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรม โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จึงเป็นการใช้สิทธิต่อต้านการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยสันติวิธี ทั้งบัตรเลือกตั้งดังกล่าวก็เป็นทรัพย์ที่กกต.ใช้ในการทำความผิดในการเลือกตั้ง และมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองของประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

อธิบดีศาลเห็นแย้ง

วันเดียวกันมติชนออนไลน์รายงานว่า นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 3 ทำความเห็นแย้งระบุว่า สำหรับปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำให้เสียหายทรัพย์หรือไม่นั้น เห็นว่าความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์..." เห็นได้ว่าองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ คือการทำให้ทรัพย์เสียหาย ถูกทำลาย เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ และทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ส่วนองค์ประกอบภายในคือเจตนากระทำเพื่อให้ทรัพย์นั้นเสียหาย ถูกทำ ลาย เสื่อมค่าหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเจตนาธรรมดา

จำเลยเบิกความว่าจำเลยฉีกบัตรเลือกตั้งเพื่อสื่อแก่ประชาชนให้ตระหนักถึงการเลือกตั้งที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม เพื่อสื่อให้เห็นว่าจำเลยรักษาสิทธิของตนเองมิให้เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรมและไม่เป็นธรรม เพื่อสื่อให้เห็นว่าจำเลยรักษาสิทธิของตนเองมิให้เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม แสดงว่าจำเลยเจตนาทำลายหรือทำให้บัตรเลือกตั้งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว จำเลยจะอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อรักษาสิทธิของตนเองมิให้เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งที่จำเลยเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมหาได้ไม่ เมื่อบัตรเลือกตั้งที่จำเลยฉีกเป็นเอกสารหรือกระดาษอันเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 แล้ว จึงขอถือเป็นความเห็นแย้งของนายฉัตรไชย พร้อมกับลงความเห็นว่ามีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

'ไชยันต์'เชื่อในสิ่งที่ทำ

ทางด้านนายไชยันต์ ไชยพร ให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์ ว่า คดีเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย. 2549 ซึ่งศาลจังหวัดตรังยกฟ้องไปแล้วเช่นกัน เพราะเหตุมาจากการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ถูกต้อง ส่วนตัวคิดว่าหากวิจารณ์ว่าเป็นคำตัดสิน 2 มาตรฐานก็ไม่น่าจะถูกต้อง เราต้องพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอะไร ทั้งการยุบสภาและเลือกตั้งครั้งนั้นชอบธรรมหรือไม่ ขอให้พิจารณาตรงนี้ด้วย

"อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าใครจะทำอะไรที่คิดว่าเป็นการต่อต้าน อย่างที่เขาชอบพูดๆกันว่าอารยะขัดขืน ที่ชอบเรียก ชอบใช้กันนั้น ผมเห็นว่าจะทำอะไร หากสิ่งที่คุณทำมันต่อต้านหรือละเมิดกฎหมาย แต่หากมีเหตุผลและคิดว่าถูกต้องชอบธรรมก็ทำไป แต่ต้องพร้อมยอมรับในการเข้าสู่กระบวน การยุติธรรมด้วย พร้อมต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม อันนี้ผมขอยืนยันว่าทุกสี ไม่ว่าสีอะไร แต่ขอว่าอย่ามาอ้างอารยะขัดขืน แล้วคุณหมายถึงการหลบหนีไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างนี้ไม่ถูกต้อง" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

เมื่อถามว่าอาจเรียกได้ว่าเป็นนักวิชาการคนแรกที่ใช้วิธีฉีกบัตรเพื่อแสดงการต่อต้าน นายไชยันต์ กล่าวว่า ตนเชื่อในสิ่งที่ทำ และเชื่อในกระบวนการยุติธรรมด้วย อย่างไรก็ตามในทางตรงข้ามถ้าศาลตัดสินว่าผิดก็พร้อมน้อมรับคำตัดสินเช่นกัน

ใช้เป็นบรรทัดฐานคดีอื่นไม่ได้

"ถ้าศาลตัดสินว่าผิด ผมก็ยอมรับ ไม่เช่นนั้นก็ไปอยู่ในป่าดีกว่า ไปอยู่ตามตะเข็บชายแดนดีกว่า" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

ต่อข้อถามว่าจะใช้เป็นบรรทัดฐานในคดีอื่นๆ ต่อไปได้หรือไม่ นายไชยันต์ กล่าวว่า คิดว่าน่าจะเป็นกรณีๆ ไปมากกว่า คงไม่ใช่ในทุกครั้งที่มีการกระทำฉีกบัตรเลือกตั้งแบบอารยะขัดขืน คงต้องพิจารณาที่เหตุและผลด้วย เพราะความที่เราเป็นนักรัฐ ศาสตร์ ได้ศึกษาและเรียนรู้มา เห็นว่าทั้งการยุบสภาและการเลือกตั้งไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม จึงต้องแสดงออกด้วยการต่อต้านมีเหตุและผลในตัวมันเอง

'แก้วสรร'ชี้ช่องต่อสู้คดี

ก่อนหน้านี้ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ และอดีตส.ว. เปิดเผยว่า "ผมไม่ได้เป็นพยานในคดีดังกล่าว แต่ได้ให้คำปรึกษานายไชยันต์ต่อสู้คดี สำหรับแนวทางการต่อสู้คดีมี 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1.สู้ตามกฎหมายเลือกตั้งว่าไม่มีความผิด เพราะมีแนวฎีกาว่า บัตรเลือกตั้งที่ห้ามทำให้เสียหาย หมายถึงบัตรที่กาลงคะแนนและอยู่ในหีบบัตรเลือกตั้งแล้ว แต่หากยังไม่ลงคะแนน ก็เป็นบัตรของเรา ซึ่งในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีแนวฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยเอาไว้ 2.สู้ว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ ตามรัฐธรรมนูญ เพราะการยุบสภาไม่ถูกต้อง การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ถูกต้อง จึงอยู่ในการต่อสู้แบบอารยธขัดขืน ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย"