วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ข้อบกพร่องในการทำคดีที่พบ

ฟ้องคดี
  • คำฟ้อง -พิมพ์ผิดภาษา
  • -เนื้อหาไม่ถูกต้องเช่น พิมพ์ภูมิลำเนาผิด /จำเลยสองคนพิมพ์เป็นสามคน /วันที่ชำระค่างวดผิด/
  • คำฟ้องลอกคดีอื่นมา เนื้อหาของคดีไม่เหมือนกัน เช่น คดีสหกรณ์เครดิต ไม่มีจำนองกลับร่างว่า จำเลยจำนอง

อีเมล์

ขอให้ทุกคนถือปฏิบัติดังนี้
๑. ในการระบุชื่ออีเมลขอให้ระบุรายละเอียดให้มากที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเปิดอ่าน เช่นระบุว่าเป็นคดีของอะไร  ธนาคารหรือทุนหรือกรุ๊ป

ประกาศผลสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ๒๕๕๓


ผู้สอบผ่านครั้งนี้มีมาจาก 3 สถาบัน คือ
นิติ จุฬาฯ 14 ท่าน นิติ มธ. 8 ท่าน นิติ ราม 3 ท่าน โดยเเบ่งได้ดังนี้

1 น.ส. ภัทรธร เชาวลิตถวิล ฬ รหัส ๔๖
2 นาย พลภัทร บุญ-หลง ฬ รหัส ๔๖
3 นาย ณัฐกร จันทร์หอม ฬ รหัส ๔๖
4 นาย อลงกต ปิติสันต์ ฬ รหัส ๔๖
17 นาย พงศ์อิทธิ ภูษิตโภยไคย ฬ รหัส ๔๖
7 น.ส. กุณฑิกา ช่วยพนัง ฬ รหัส ๔๕
14 น.ส. ปิติดา ธรรมฤาชุ ฬ รหัส ๔๕
16 น.ส. นลินอร ธิบดี ฬ รหัส ๔๕
19 นาย ภวิศร์ เชาวลิตถวิล ฬ รหัส ๔๕
23 ร.ต. (หญิง) วันวสี บุญโปร่ง ฬ รหัส ๔๕
24 น.ส. นิออน ลี ฬ รหัส ๔๕
25 น.ส. อนัญญา ทองดารงชัย ฬ รหัส ๔๕
9 น.ส. ปุณธิกาญจน์ ตั้งเจริญ ฬ รหัส ๔๔
20 น.ส. อัญชนีย์ โตวนิชย์ ฬ รหัส ๔๔

5 น.ส. พิยานุช แป้นอ้อย มธ รหัส ๔๕
6 น.ส. ยุวดี โชคถาวร มธ รหัส ๔๕
21 น.ส. พนิดา พงศ์สุวรรณ มธ รหัส ๔๕
13 นาย ณัฐพล จันทรศิริภาส มธ รหัส ๔๖
8 นาย ธีระชาติ วิเชียรสุวรรณ์ มธ รหัส
15 นาย นที ตีรวัฒนกฤษณ์ มธ รหัส
12 นาย สุรเชนทร์ วงค์พิพันธ์ มธ
18 นาย นครินทร์ เชาวลิต มธ รหัส


11 นาย ประมูล ทองนุ่ม นิติรามฯ๔๔
22 นาย คมสัน อ้นโตน นิติรามฯ
10 ว่าที่ พ.ต.ต. อนุกูล นาคเรืองศรี นิติรามฯ
นรต.๕๔

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ฎีกายาเสพติด-ให้ข้อมูลสำคัญ


คำพิพากษาฎีกาให้ข้อมูลสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดศาลลดโทษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2551 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี  โจทก์
                                                      นาย ส.                                      จำเลย
พ.ร.บ.ยาเสติดให้โทษ (มาตรา 100/2)
 เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บริเวณบ้าน ของจำเลยก็เพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับ ส. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด  นาย ส. ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย    และจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้าน  เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีน  เมื่อเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในบ้านของจำเลย  และถูกฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะมิดชิด  ทั้งพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ขุดดินนำกล่องบรรจุเมทแอมเฟตามีนขึ้น มา  จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ฝังไว้  พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้มั่นคงว่า  จำเลยกระทำความผิดจริง  อย่างไรก็ตาม  จำเลยให้การด้วยว่า  นำเมทแอมเฟตามีนมาจาก ม. เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับ ม. และยึดเมทแอมเฟตามีนได้เป็นจำนวนมากถึง 20,200  เม็ด  นับได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการ กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ มาตรา 100/2  ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้
 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522  มาตรา 15,66,100/1,102  ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์
 จำเลยให้การปฏิเสธ
 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พงศ. 2522  มาตรา 15  วรรคสาม (2), 66 วรรคท้าย  ให้จำคุกตลอดชีวิต  และปรับ 1,000,000 บาท  ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30  กรณีกักขังแทนค่าปรับมิให้กักขังเกิน 2 ปี  ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
 จำเลยอุทธรณ์
 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ  ให้ยกฟ้อง  แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์
 โจทก์ฎีกา
 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า  วันที่ 1  ธันวาคม 2548  เวลาประมาณ 6 นาฬิกา  พันตำรวจโทแทน  บุรีภักดี  ดาบตำรวจกรุงไกร  ไล้อ่วม  เจ้าพนักงานตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี  กับพวกร่วมกันจับนาย ส.  และยึดเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด  เป็นของกลางได้ที่ตำบลทะเลชุบศร  อำเภอเมืองลพบุรี  จังหวัดลพบุรี  นาย ส.ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรับมาจากจำเลยและจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีน อีก 2,000  เม็ด  ซุกซ่อนอยู่ที่บ้าน  รอส่งให้ลูกค้า ซึ่งอยู่จังหวัดอ่างทอง  ในเวลา 9 นาฬิกา  ดาบตำรวจกรุงไกร  สิบตำรวจเอกพิทักษ์  อำไพ  และพันตำรวจโทแทนกันพวกไปที่บ้านจำเลย  ขุดพบกล่องใส่โทรศัพท์มือถือที่ฝังอยู่ในดินอยู่ในบริเวณบ้านจำเลย  ภายในมีเมทแอมเฟตามีน 2,000  เม็ด  แยกบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าเข้ม  ปากถุงมีที่กดเปิดปิด 10 ถุง  ถุงละ 200 เม็ด  แต่ละถุงมีเม็ดสีเขียว 2 เม็ด  นอกนั้นเป็นเม็ดสีส้ม  ถุงพลาสติกดังกล่าวห่อด้วยกระดาษสาชุบเทียนไข และใส่อยู่ในถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง  ชั้นจับกุมทำบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่า  มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย  จากนั้นพันตำรวจโทแทนกับพวกจึงไปตรวจค้นบ้าน นาย ม.พบเมทแอมเฟตามีนอีก 20,200  เม็ด
 มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า  จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่  เห็นว่า  เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บริเวณ บ้านของจำเลยก็เพราะตำรวจจับ นาย ส.ได้พร้อมเมทแอมเฟาตามีน  20  เม็ด  นาย ส. ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย  และจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในบริเวณบ้านของจำเลย  และถูกฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะมิดชิดทั้งพยานโจทก์ปากดาบตำรวจกรุงไกร  และพันตำรวจโทแทนยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ขุดดินนำกล่องบรรจุเมทแอมเฟตามีนขึ้น มา  น่าเชื่อว่าเป็นความจริง  เพราะหากจำเลยมิได้ขุดดินบริเวณที่ฝังเมทแอมเฟตามีนไว้  เจ้าพนักงานตำรวจคงไม่ทราบ  จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ฝังไว้  พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้มั่นคงว่า  จำเลยกระทำความผิดจริง    ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น  อย่างไรก็ตามจำเลยให้การด้วยว่า  นำเมทแอมเฟตามีนมาจากนาย ม.เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับนาย ม.และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 20,200  เม็ด  นับได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการ กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ  ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ  ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522  มาตรา 100/2  ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้
 พิพากษากลับว่า    จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522  มาตรา 15  วรรคสาม (2), 66 วรรคท้าย  ประกอบมาตรา 100/2  ให้จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000  บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 29,30  กรณีกักขังแทนค่าปรับมิให้เกิน 2 ปี  ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
 หมายเหตุ
 ปัญหาว่าการให้ข้อมูลของจำเลยในลักษณะใดจึงจะเป็นผลให้จำเลยได้รับประโยชน์ จากการลดโทษตามมาตรา 100/2  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ  ศาลฎีกาบางแนววางหลักไว้ว่าจำเลยเพียงแต่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการกระทำความ ผิดของตนเองก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2549,5856/2549,526/2551)  บางแนวศาลฎีกาวางหลักว่าต้องเป็นการให้ข้อมูลที่นอกเหนือไปจากการกระทำความ ผิดของตนเองหรือ อีกนัยหนึ่งก็คือต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้อื่น (คำพิพากษาฎีกาที่ 1487/2550, 2495/2550,2769/2550,6047/2550,6804/2550) คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้เป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวทางหลัง
 การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการบัญญัติมาตรา 100/2  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ที่ต้องการจะทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดซึ่งจะได้ผลก็ต่อเมื่อการให้ ข้อมูลของผู้กระทำความผิด  ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถที่จะไปตามจับกุมผู้กระทำผิดรายอื่นซึ่งเป็น รายที่ใหญ่กว่า (ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุก็เป็นไปในแนวทางดังกล่าว  เพราะในขณะที่จำเลยมียาเสพติดจำนวน 2,000  เม็ด  แต่ให้ข้อมูลและจับกุมผู้กระทำความผิดอื่น ซึ่งมียาเสพติดจำนวน 20,200 เม็ด) นอกจากนี้การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้ยังทำให้จุดแบ่งแยกระหว่างการลดโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78  กับการลดโทษตามมาตรา 100/2  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ  มีความชัดเจนกล่าวคือ  หากจำเลยให้การรับสารภาพและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนเอง เท่านั้น  จำเลยก็จะได้รับการลดโทษตามมาตรา 78  ประมวลกฎหมายอาญาแต่ไม่ใช่ตามาตรา 100/2  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ
 ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายลักษณะเดียวกันการที่ศาลฎีกาตีความแตกต่างกันไป นั้น  ย่อมทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย  ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงน่าจะถูกหยิบยกเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาเพื่อให้การตีความข้อกฎหมายของศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าวไปในแนวทาง เดียวกัน
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือคำพิพากษาฎีกา พ.ศ. 2551  เล่มที่ 7  บริการสำนักงานศาลยุติธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่างสัญญาให้บริการ


  สัญญาบริการ

สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นเมื่อวันที่.....................
ณ เลขที่.....................................
ระหว่าง.....................โดย.....................กรรมการผู้อำนาจ สำนักงานตั้งอยู่เลขที่....................ซึ่งต่อไปนี้ในสัญญานี้เรียกว่า ผู้ให้บริการ ฝ่ายหนึ่ง กับข้าพเจ้า............................โดย................................กรรมการผู้อำนาจ สำนักงานตั้งอยู่เลขที่..........................................ซึ่งต่อไปนี้ ในสัญญานี้เรียกว่า ผู้รับบริการ อีกฝ่ายหนึ่ง   คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันมีข้อความดังต่อไปนี้
ข้อ1.โดยที่ผู้รับบริการได้เช่าสถานที่สำนักงานของผู้ให้บริการเลขที่...........อาคาร...............ชั้นที่.......หน่วยที่............คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ.................ตารางเมตร จากผู้ให้บริการตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่.........เดือน............พ.ศ......... ซึ่งต่อไปสัญญานี้เรียกว่า “สถานที่เช่า”  โดยผู้ให้บริการตกลงจะให้บริการแก่ผู้รับบริการ   ตามข้อกำหนดเงื่อนไขและหลักการดังกล่าวต่อไปนี้
คำจำกัดความของสัญญา
ทรัพย์ส่วนกลาง หมายถึง ที่มีกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด
อาคารที่เช่า หมายถึง  สถานที่ผู้รับบริการเช่าจากผู้ให้บริการ ตามสัญญาเช่า
บริการ หมายความถึง  การบริการที่ผู้ให้บริการได้จัดหาไว้ให้แก่ผู้รับบริการตามข้อกำหนดและเงื่อนไข ตามระบุไว้ในสัญญานี้
ข้อ2.ข้อกำหนดของบริการและระยะเวลาการให้บริการ
ผู้ให้บริการตกลงจะหาบริการให้กับผู้รับบริการและผู้รับบริการตกลงที่จะรับบริการตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญานี้มีกำหนดเวลา......ปี นับแต่วันที่..................จนถึงวันที่........................
ข้อ3.การชำระค่าบริการ
ผู้รับบริการตกลงที่จะชำระค่าบริการในอัตราค่าบริการเป็นรายเดือน ๆ ละ.................บาท(....................) โดยจะชำระในวันที่.....................ของทุกเดือน หากผู้รับบริการไม่ชำระค่าบริการ ยินยอมให้ผู้ให้บริการคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อ ปีของจำนวนที่ค้างค่าบริการจนกว่าผู้ให้บริการจะได้รับชำระเงินครบถ้วน
ข้อ4.ผู้ให้บริการจะจัดหาบริการให้ผู้รับบริการดังนี้
ให้บริการดูแล รักษา ซ่อมแซม เครื่องปรับอากาศโดยจะรักษาอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะสมในสถานที่เช่าจะรักษาความสะอาด  และจัดให้มีแสงสว่างทั่วทั้งทรัพย์ส่วนกลางของอาคารที่เช่า ติดตั้ง ดูแล และซ่อมแซมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย เพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยอย่างดีรักษาความสะอาด ห้องน้ำ ลิฟต์ในอาคาร   ให้บริการ จัดหาที่จอดรถจำนวน...............คัน โดยไม่คิดค่าเช่าจากผู้รับบริการในกรณีที่ผู้รับบริการประสงค์จะได้ที่จอดรถมากกว่าจำนวนที่กำหนด ผู้ให้บริการก็จะจัดหาให้โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือน ๆ ละ................บาท ต่อจำนวนรถ............คัน   จัดหายามหน่วยรักษาความปลอดภัยให้ในจำนวนที่เพียงพอ มาบริการรักษาความปลอดภัย และการจราจร
ข้อ5.ให้บริการ ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์
ผู้ให้บริการจะติดตั้งมาตรวัดกระแสไฟฟ้าในสถานที่เช่าโดยผู้รับบริการจะเป็นผู้ชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ในสถานที่เช่า โดยผู้ให้บริการจะส่งใบเสร็จแสดงค่ากระแสไฟฟ้าในแต่ละเดือนตามอัตราที่ผู้ให้บริการกำหนดนับแต่วันที่ผู้รับบริการได้เข้าใช้พื้นที่ในสถานที่เช่าเป็นต้นไป
ผู้ให้บริการจะติดตั้งมาตรวัดน้ำประปา ในสถานที่เช่าโดยผู้รับบริการจะเป็นผู้ชำระค่าน้ำประปาที่ใช้ในสถานที่เช่า โดยผู้ให้บริการจะส่งใบเสร็จแสดงค่าน้ำประปาในแต่ละเดือนตามอัตราที่ให้บริการกำหนด นับแต่วันที่ผู้รับบริการได้เข้าใช้สถานที่เช่าเป็นต้นไป
ผู้ให้บริการจัดหาโทรศัพท์สายตรงจำนวน..................เครื่องภายในสถานที่เช่า โดยผู้รับบริการจะต้องวางมัดจำจำนวนเงิน................บาท(.................) ต่อเครื่อง กับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอีกเป็นเงิน..................บาท(....................) ต่อหนึ่งคู่สาย ในวันที่
ทำสัญญานี้ และให้กรรมสิทธิ์เป็นของผู้ให้บริการ ผู้รับบริการจะโอนสิทธิไปให้บุคคลอื่นไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เงินมัดจำจะคืนให้ผู้รับบริการ  เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดโดยไม่มีหน้าสินติดค้าง
ผู้รับบริการจะต้องชำระค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามใบเสร็จรับเงิน
ผู้รับบริการมีสิทธิที่จะมีรายชื่อในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
ข้อ6.คำรับรองและสัญญาของผู้ให้บริการ
ผู้ให้บริการจะทำการติดตั้งบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก และจะให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการให้บริการและจะบำรุงรักษา ปรับปรุง สิ่งอำนวยความสะดวกตลอดไป
ข้อ7.คำรับรองและสัญญาของผู้รับบริการ
ผู้รับบริการจะชำระค่าบริการต่าง ๆ เมื่อถึงกำหนดและจะปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไข ตลอดระยะเวลาของสัญญาเช่นนี้
ยินยอมให้ผู้ให้บริการหรือตัวแทน เข้าไปในสถานที่เช่าภายในเวลาอันสมควร เพื่อปฏิบัติหน้าที่บริการ
ผู้รับบริการจะชำระค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ประปา และโทรศัพท์และเครื่องอำนวยความสะดวกที่ผู้รับบริการได้ใช้ภายในสถานที่เช่า
ผู้รับบริการจะเป็นผู้รับผิดชอบในภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นโดยผู้รับบริการต้องชำระให้กับผู้ให้บริการอีกส่วนหนึ่งด้วย โดย
ข้อ8.เงื่อนไขข้อตกลงอื่น ๆ (หากมี)........................
ข้อ9.การส่งคำบอกกล่าว
คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้ถือภูมิลำเนาที่อยู่ตามที่ปรากฏในสัญญานี้  ในการส่งคำบอกกล่าว โดยให้ส่งลงทะเบียนตอบรับทางไปรษณีย์ หากไม่มีผู้รับให้ส่งโดยการเปิดหมายไว้ ณ ที่ทำการของคู่สัญญา โดยให้ถือว่าเป็นการส่งหมายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
สัญญานี้ได้ทำขึ้นเป็นสองฉบับมีข้อความตรงกันทุกประการ  ซึ่งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้อ่านและเข้าใจข้อความของสัญญานี้ดีโดยตลอดแล้ว จึงลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน

ลงชื่อ.............................................................ผู้ให้บริการ
(                                                                 )

ลงชื่อ.............................................................ผู้รับบริการ
(                                                                )
                                                                                                                                          
ลงชื่อ............................................................พยาน
(                                                               )
ลงชื่อ...........................................................พยาน
(                                                              )

ตัวอย่างสัญญาเช่าห้อง ให้บริการ

ตัวอย่าง สัญญาการเช่าห้องพัก สัญญาให้บริการและเช่าสิ่งของ
สัญญาการเช่าห้องพัก
เขียนที่ ________________
วันที่____ เดือน__________ พ.ศ._____
ข้าพเจ้า _______________________ อยู่บ้านเลขที่ _______ ซอย_______
ถนน_______ แขวง/ตำบล_______ เขต/อำเภอ_______ จังหวัด______________
เลขประจำตัวประชาชน___________________ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าผู้ให้เช่า ได้ตกลง
สัญญากับ นาย/นาง/นางสาว _______________________ อยู่บ้านเลขที่ _______
ซอย_______ ถนน_______ แขวง/ตำบล_______ เขต/อำเภอ_______
จังหวัด______________ เลขประจำตัวประชาชน______________ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า
ผู้เช่า ดังนี้
ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่า เช่าห้องหมายเลข_______ ของ(หรือ) อาคาร_______ ตั้งอยู่
เลขที่_______ ซอย_______ ถนน_______ แขวง/ตำบล_______ เขต/
อำเภอ_______ จังหวัด______________ ซึ่งเป็นของผู้ให้เช่า เป็นระยะเวลา _______
เดือน _______ปี โดยผู้ให้เช่าคิดราคาค่าเช่าพื้นที่ห้อง/อาคาร จากผู้เช่า ในราคา _______ บาท
ต่อเดือน
ผู้เช่าตกลงที่จะชำระเงินค่าเช่าจำนวนดังกล่าวทุกเดือน โดยตกลงชำระให้กับผู้ให้เช่าก่อนวันที่ ๕
ของทุกเดือน หากผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าหรือปฏิบัติตามสัญญา ผู้ให้เช่ายกเลิกสัญญาเช่านี้ได้ทันที
พร้อมขับไล่ผู้เช่าได้โดยผู้เช่าต้องขนย้ายออกไปทันที

__________________
(                             )
          ผู้ให้เช่า
__________________
(                             )
            ผู้เช่า
__________________
(                             )
            พยาน
__________________
(                             )
             พยาน

                ****************************************************
สัญญาให้บริการและเช่าสิ่งของ
เขียนที่ ________________
วันที่____ เดือน__________ พ.ศ._____
ข้าพเจ้า _______________________ อยู่บ้านเลขที่ _______ ซอย_______
ถนน_______ แขวง/ตำบล_______ เขต/อำเภอ_______ จังหวัด______________
เลขประจำตัวประชาชน___________________ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าผู้ให้เช่า ได้ตกลง
สัญญากับ นาย/นาง/นางสาว _______________________ อยู่บ้านเลขที่ _______
ซอย_______ ถนน_______ แขวง/ตำบล_______ เขต/อำเภอ_______
จังหวัด______________ เลขประจำตัวประชาชน______________ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า
ผู้เช่า ดังนี้
ผู้ให้เช่าตกลงให้บริการในการดูแลพื้นที่ส่วนกลางของอาคาร ทำความสะอาด จัดยาม และไฟแสง
สว่าง รวมทั้งให้ผู้เช่า เช่า_______ (รายการเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์) ________________
เป็นระยะเวลา _______ เดือน _______ปี โดยผู้เช่าได้ตกลงกับ
ผู้ให้เช่าว่าจะรับบริการและจะเช่าสิ่งของดังกล่าวสำหรับการเช่าห้องในอาคาร_______ ตั้งอยู่
เลขที่_______ ซอย_______ ถนน_______ แขวง/ตำบล_______ เขต/
อำเภอ_______ จังหวัด______________ โดยผู้ให้เช่าตกลงคิดค่าบริการและค่าเช่าสิ่งของ
รวมทั้งค่าบริการส่วนกลาง จากผู้เช่า ในราคา _______ บาทต่อเดือน หากผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า
หรือปฏิบัติตามสัญญา ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที พร้อมกับเข้าครอบครองสิ่งของที่ให้เช่าได้ทันที
ผู้เช่าตกลงที่จะชำระเงินค่าเช่าจำนวนดังกล่าวทุกเดือน โดยตกลงชำระให้กับผู้ให้เช่าก่อนวันที่ ๕ของทุกเดือน

__________________
(                             )
          ผู้ให้เช่า
__________________
(                             )
            ผู้เช่า
__________________
(                             )
            พยาน
__________________
(                             )
             พยาน

หมายเหตุ หากไม่มีการเช่าสิ่งของ มีแต่การให้บริการ ก็ขีดฆ่าส่วนที่เป็นการเช่าสิ่งของออก

สัญญาจ้างให้บริการรักษาความปลอดภัย
                            สัญญาเลขที่

    สัญญาฉบับนี้ทำขึ้น ณ.....................................................................................................................
ตำบล/แขวง...............................อำเภอ/เขต...........................จังหวัด.......................เมื่อวันที่...............................เดือน.....................พ.ศ................ระหว่าง...................................................โดย....................................................ตำแหน่ง..........................................ได้รับมอบอำนาจจาก............................................ต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า“ผู้ว่าจ้าง”ฝ่ายหนึ่งกับ...........................................อยู่บ้านเลขที่...............หมู่..............ถนน................................ตำบล/แขวง.......................อำเภอ/เขต..........................จังหวัด...............................ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่........................................ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้รับจ้าง”อีกฝ่ายหนึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันมีข้อความดังต่อไปนี้
    ข้อ1.ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับจ้างบริการรักษาความปลอดภัยบริเวณภายในและภายนอกของ............................................................  ตั้งอยู่เลขที่..........หมู่ที่..........ถนน.......................................
ตำบล/แขวง...............................อำเภอ/เขต................................จังหวัด..................................มีกำหนดระยะเวลา
จ้าง........ปี..........เดือนนับแต่วันที่..........เดือน.................พ.ศ.............ถึงวันที่..........เดือน.................พ.ศ.............
ตามรายละเอียดและเงื่อนไขการรักษาความปลอดภัยตามผนวก 1 แห่งสัญญานี้
    ผู้ว่าจ้างตกลงเป็นผู้จัดหาเครื่องแบบให้ปีละ 2 งวด รวมทั้ง นกหวีด กระบอง ไฟฉาย หรืออุปกรณ์อื่นที่จำเป็นให้ผู้รับจ้างเพื่อใช้ในงานจ้างตามสัญญานี้
    ข้อ 2 เอกสารแนบท้ายสัญญาดังต่อไปนี้ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้
        2.1 ผนวก 1 รายละเอียดและเงื่อนไขการรักษาความปลอดภัย       จำนวน...........แผ่น
        2.2 ผนวก 2 คุณสมบัติของผู้รับจ้าง                         จำนวน...........แผ่น  
        ความใดในเอกสารแนบท้ายสัญญาที่ขัดแย้งกับข้อความในสัญญานี้ให้ใช้ข้อความในสัญญานี้บังคับ  ในกรณีที่เอกสารแนบท้ายสัญญาขัดแย้งกันเองผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าจ้าง ทั้งนี้ โดยผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
    ข้อ 3 ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา ตั้งแต่วันที่ได้ระบุไว้ในข้อ 1 เป็นประจำทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 16.30 ถึง 08.30 น.
    ในกรณีผู้รับจ้างไม่มาปฏิบัติงานในวันใด ผู้รับจ้างยินยอมให้ผู้ว่าจ้างหักเงินค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน
วันละ........................บาท(................................................)หรือหากปฏิบัติงานไม่ครบ.................(.............)ชั่วโมง
ให้หักค่าจ้างชั่วโมงละ........................บาท(.......................................................) จนถึงเวลาที่ผู้รับจ้างมาปฏิบัติ
งานตามสัญญาหรือจนถึงวันที่ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้วแต่กรณี
    ข้อ 4  ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างตามสัญญา ข้อ 1  ให้แก่ผู้รับจ้างเป็นรายเดือนในอัตรา
เดือนละ......................................บาท(....................................................................) ซึ่งได้รวมภาษีอากรต่าง ๆ
และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้วโดยจะชำระค่าจ้างให้ผู้รับจ้างหลังจากผู้รับจ้างได้ทำงานครบถ้วนสมบูรณ์และเสร็จเรียบร้อยในแต่ละเดือนและผู้ว่าจ้างหรือคณะกรรมการตรวจการจ้าง หรือผู้แทนของผู้ว่าจ้างได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
    ข้อ 5 ในการปฏิบัติตามสัญญา ผู้รับจ้างรับรองว่ามีคุณสมบัติดังกำหนดไว้ตามผนวก 2
    ข้อ 6 ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานดังต่อไปนี้
    6.1  ดูแลรักษาความปลอดภัยสำนักงานฯทั้งภายใน-ภายนอกอาคารสำนักงานและสถานที่โดยรอบ
    6.2 รักษาความปลอดภัย ตรวจตราดูแลทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง
    6.3 รักษาความสงบเรียบร้อยป้องกันการโจรกรรมและระมัดระวังป้องกันอัคคีภัยอันจะเกิดแก่ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง
    6.4  แจ้งผู้ว่าจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างทราบทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น
    6.5 ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามสัญญาด้วยมารยาทที่สุภาพเรียบร้อย ซื่อสัตย์ สุจริต ตั้งใจและเข้มแข็ง ต้องลงเวลาไปและกลับด้วยตนเองทุกครั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่
    6.6 แต่งกายด้วยชุดและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผู้ว่าจ้างจัดให้
    6.7 ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งโดยชอบของผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนของผู้ว่าจ้างหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างที่ใช้อยู่ในขณะทำสัญญานี้และที่จะออกใช้ในภายหน้าเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยโดยเคร่งครัด
    6.8 ทำการตรวจค้นตัวบุคคลหรือยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออก บริเวณที่บริการรักษาความปลอดภัยในกรณีที่มีเหตุสงสัยตามสมควร
    ข้อ 7 ถ้าผู้รับจ้างไม่มาปฏิบัติงานหรือมาปฏิบัติงานแต่ไม่ครบจำนวนเวลาที่กำหนดในสัญญาเป็นเวลา ..............................(.......................) วันติดต่อกัน ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
    การที่ผู้ว่าจ้างไม่บอกเลิกสัญญาตามความในวรรคหนึ่งไม่เป็นเหตุให้ผู้รับจ้างพ้นจากความรับผิดตามสัญญานี้
    ข้อ 8 ผู้รับจ้างต้องรับผิดต่อผู้ว่าจ้างดังนี้
    8.1 ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง ตามสัญญานี้ผู้รับจ้างต้องชดใช้ตามมูลค่าที่เสียหายจริง
    8.2  ในกรณีที่ผู้รับจ้างไม่มาปฏิบัติหน้าที่หรือมาปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่ครบจำนวนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 โดยไม่แจ้งให้ผู้ว่าจ้างหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างทราบล่วงหน้าหากเกิดความเสียหายใดๆขึ้นแก่ผู้ว่าจ้างอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ว่าจ้าง
    8.3 ในระหว่างปฏิบัติงานถ้าผู้รับจ้างได้กระทำการใดๆอันเป็นการละเมิดต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยผู้ว่าจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างไม่มีส่วนผิดอยู่ด้วยผู้รับจ้างจะต้องรับผิดในบรรดาความเสียหายที่ได้กระทำขึ้นนั้นเอง
    ข้อ 9 ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดต่อผู้ว่าจ้างในกรณีต่อไปนี้
        9.1 ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย ผลของสงคราม การรุกราน การกระทำของข้าศึกต่างชาติ  สงครามกลางเมือง การเกิดจลาจล ภัยธรรมชาติ
        9.2 ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจาก ผู้ว่าจ้าง ลูกจ้างของผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนผู้ว่าจ้างเป็นผู้กระทำเสียเองหรือให้ความร่วมมือกับบุคคลภายนอกในกรณีที่สามารถรู้ตัวผู้กระทำผิด
         9.3  ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการปล้น อัคคีภัยหรือภัยต่าง ๆ ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยจะป้องกันได้ เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้น จากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้รับจ้าง
        9.4  ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ ที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่มิใช่คู่สัญญา เว้นแต่ทรัพย์สินส่วนตัวที่เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างนำมาใช้ในสำนักงานของผู้ว่าจ้างเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงาน
    ข้อ 10 หากผู้รับจ้างทำผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรือเพิกเฉยไม่มาปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้แทนผู้ว่าจ้าง  หรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่าผู้รับจ้างจะไม่สามารถปฏิบัติงาน
ให้ต้องตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างตามสัญญาต่อไปได้  ผู้ว่าจ้างมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญานี้ได้และมีสิทธิจ้าง
ผู้รับจ้างรายใหม่เข้าทำงานให้ลุล่วงไปได้ด้วย โดยผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากผู้ว่าจ้าง
        ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้
        10.1 เรียกเอาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะต้องจ้างบุคคลอื่นให้บริการดูแลและรักษาความปลอดภัยต่อไปจนครบกำหนดเวลาตามสัญญานี้
        10.2 เรียกค่าเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นจริงและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง
        10.3 ริบหลักประกันสัญญาตามข้อ 12
                     ข้อ 11 ห้ามผู้รับจ้างเอางานทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งสัญญานี้ไปให้ผู้อื่นรับจ้างช่วงอีกทอดหนึ่ง
    ข้อ 12 ในวันทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นจำนวนเงิน.........................................บาท(.......................................................................) มามอบให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาและเป็นหลักประกันความเสียหายทั้งปวง ตามสัญญานี้ หากจำนวนเงินในหลักประกันถูกหักลดน้อยลงไม่ว่าด้วยเหตุใด   ผู้รับจ้างจะนำมามอบเพิ่มเติมให้จนครบจำนวนภายใน 15 (สิบห้า) วัน  นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้าง
    หลักประกันที่ผู้รับจ้างนำมามอบไว้ตามวรรคหนึ่งผู้ว่าจ้างจะคืนให้เมื่อผู้รับจ้างพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้ว
    สัญญานี้ทำขึ้นสองฉบับมีข้อความอย่างเดียวกัน คู่สัญญาได้อ่านข้อความเข้าใจโดยตลอดแล้ว
จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน  และได้เก็บสัญญานี้ไว้ฝ่ายละฉบับ
สัญญาจ้างทำความสะอาดอาคาร

สัญญาเลขที่……………………….

    สัญญาฉบับนี้ทำขึ้น  ณ  ………………………………..………………….……………..…………ตำบล/แขวง………………………….อำเภอ/เขต……………………….จังหวัด…………………………….เมื่อวันที่ ………..เดือน ……………….. พ.ศ………………ระหว่าง…………………..…………………….  โดย  …………………………………………………..  ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า  “ผู้ว่าจ้าง”  ฝ่ายหนึ่ง  กับ  ……………………………………………. ………ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ณ ………….………… ………………………..…………มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่….……. ถนน…………….…………..………ตำบล/แขวง………………………….อำเภอ/เขต……………………….จังหวัด……………………………. โดย  …………………………………………………  ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท……………….…….………..   ลงวันที่ ……เดือน……………พ.ศ……… แนบท้ายสัญญานี้ ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า  “ผู้รับจ้าง”  อีกฝ่ายหนึ่ง

    คู่สัญญาได้ตกลงกันมีข้อความดังต่อไปนี้

    ข้อ 1.    ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างให้ทำความสะอาดอาคารของ…………………………………... ตำบล/แขวง……………………อำเภอ/เขต………………………จังหวัด……………………. โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 9  และผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาทุกประการ  มีกำหนดเวลา……..….เดือน  นับตั้งแต่วันที่…..…..เดือน………..…………พ.ศ…..……….. ถึงวันที่……..เดือน…………………พ.ศ…………….. เป็นราคาค่าจ้างทั้งสิ้น……………………บาท (……………………………………..)

    ข้อ 2.    ผู้รับจ้างตกลงรับจ้างทำการตามสัญญาข้อ 1.  โดยต้องจัดหาพนักงานที่มีความประพฤติดี  มีความสามารถปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อย  ใช้วัสดุ  เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ทำความสะอาดชนิดดี  โดยผู้รับจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น  เพื่อประกอบการรับจ้างตามสัญญานี้ด้วยความประณีตเรียบร้อยจนสิ้นอายุสัญญา  ยกเว้นน้ำและไฟฟ้า  ซึ่งผู้ว่าจ้างยินยอมให้ใช้พอสมควรแก่การปฏิบัติงานตามสัญญาข้อ 1.  รวมทั้งสถานที่เก็บเครื่องมือ  เครื่องใช้และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ  ในการทำความสะอาด  ซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาให้  แต่ผู้รับจ้างต้องจัดกุญแจ  และต้องรับผิดชอบเครื่องมือ  เครื่องใช้และวัสดุอุปกรณ์ที่นำไปเก็บไว้ในสถานที่ดังกล่าวด้วยตนเอง

    ข้อ 3.    ในวันทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็น………………………….………….. เป็นจำนวนร้อยละ…………ของราคาค่าจ้าง เป็นเงินจำนวน……………….บาท (…………………………) มามอบไว้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นประกันความรับผิดในการปฏิบัติตามสัญญา  โดยมีอายุการประกันตลอดไปจนกว่าผู้รับจ้างจะหลุดพ้นจากหน้าที่และความรับผิดตามสัญญานี้   และหากจำนวนเงินในหลักประกันถูกหักลดน้อยลงเพราะผู้รับจ้างต้องรับผิดชำระค่าปรับหรือค่าเสียหาย  เนื่องจากการปฏิบัติผิดสัญญานี้ไม่ว่ากรณีใดๆ  ผู้รับจ้างสัญญาว่าจะนำมาเพิ่มเติมให้ครบจำนวนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้าง
        หลักประกันที่ผู้รับจ้างนำมามอบไว้ตามวรรคหนึ่ง  ผู้ว่าจ้างจะคืนให้เมื่อผู้รับจ้างพ้นจากความรับผิดและข้อผูกพันตามสัญญาแล้วทุกประการ

    ข้อ 4.    ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างเป็นงวด  งวดละหนึ่งเดือน  รวมทั้งหมด……….งวด ในอัตรางวดละ………………..บาท (…………………………………….) โดยผู้ว่าจ้างจะชำระค่าจ้างให้ผู้รับจ้างหลังจากผู้รับจ้างได้ทำงานเสร็จเรียบร้อย  และผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนของผู้ว่าจ้างได้ตรวจรับมอบงานที่ส่งมอบในแต่ละงวดเรียบร้อยแล้ว
         การจ่ายเงินตามเงื่อนไขแห่งสัญญานี้  ผู้ว่าจ้างจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้รับจ้าง  ชื่อธนาคาร………………………..…….สาขา………………………….ชื่อบัญชี………...……….………… และเลขที่บัญชี………………………..…………. ทั้งนี้ ผู้รับจ้างตกลงเป็นผู้รับภาระเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่นใดเกี่ยวกับการโอนเงินที่ธนาคารเรียกเก็บ  และยินยอมให้มีการหักเงินดังกล่าวจากจำนวนเงินโอนในงวดนั้นๆ

    ข้อ 5.    ผู้รับจ้างสัญญาว่าจะเริ่มลงมือทำงานจ้างตามสัญญาข้อ 1. ณ…………………………… ตำบล/แขวง………………………..อำเภอ/เขต……………………………จังหวัด…………………….… ตั้งแต่วันที่………………………เป็นต้นไป  และสิ้นสุดในวันที่…………………………. โดยผู้รับจ้างจะส่งพนักงานตามรายชื่อที่แจ้งให้ทราบล่วงหน้ามาทำความสะอาดและปฏิบัติงานตามรายการละเอียดและเงื่อนไขตามเอกสารแนบท้ายสัญญานี้

  ข้อความนี้ให้ใส่ไว้ในสัญญาจ้าง  กรณีการทำสัญญาที่มีมูลค่าตั้งแต่  1,000,000.- บาท  ขึ้นไป  (วงเงินรวมตามสัญญาตั้งแต่  1,000,000.- บาทขึ้นไป )  และมีการเบิกจ่ายเงินทางท้องถิ่น  เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง  ที่  กค 0518.1/ว 48 ลว. 23 เมษายน  2545  และกรมฯ อนุมัติให้เพิ่มเติมข้อความดังกล่าวไว้ในสัญญาแล้วเมื่อวันที่  17  มิถุนายน  2545
        กำหนดเวลาทำงานให้เป็นไปตามที่ระบุในรายละเอียดที่แนบท้ายสัญญานี้  ส่วนการทำความสะอาดเป็นรายเดือน  ให้นับระยะเวลาแรกตั้งแต่วันที่กำหนดให้เริ่มลงมือทำงานดังกล่าวเป็นต้นไป  และให้นับระยะเวลาต่อ ๆ ไปตั้งแต่วันต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาก่อนนั้น  โดยให้นับวันหยุดทำการและวันหยุดประจำสัปดาห์รวมด้วย

    ข้อ 6.    ในกรณีพนักงานของผู้รับจ้างไม่มาปฏิบัติงานหรือมาปฏิบัติงานไม่ครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญา  ทั้งสองฝ่ายตกลงให้เป็นไปตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้

        6.1    ถ้าไม่มีพนักงานของผู้รับจ้างมาปฏิบัติงานหรือมาปฏิบัติงานไม่ครบจำนวนในวันใด  ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างหักเงินค่าจ้างที่จะได้รับตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อคนต่อวันที่ใช้บังคับในเขตจังหวัด……………..… ในวันนั้น  และยินยอมให้ผู้ว่าจ้างปรับเป็นรายวัน  ในอัตราร้อยละ ……… ของราคาที่ตกลงจ้างทั้งหมดตามสัญญานี้  แต่ไม่ต่ำกว่าวันละ ………. บาท (…………………..)  นับตั้งแต่วันที่ไม่มีพนักงานมาปฏิบัติงาน  หรือมาปฏิบัติงานไม่ครบจำนวนเป็นต้นไป  จนกว่าจะมีพนักงานมาปฏิบัติงานครบจำนวน

        6.2    ถ้าไม่มีพนักงานของผู้รับจ้างมาปฏิบัติงาน  หรือมาแต่ไม่ปฏิบัติงานสามวันติดต่อกัน  นอกจากผู้รับจ้างจะต้องรับผิดตามข้อ 6.1 แล้ว  เมื่อผู้ว่าจ้างได้แจ้งให้ผู้รับจ้างทราบแล้ว  ผู้รับจ้างยังไม่ดำเนินการแก้ไข  หรือจัดส่งพนักงานมาปฏิบัติงานให้ครบตามสัญญาภายใน…………วัน  ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
            การที่ผู้ว่าจ้างไม่บอกเลิกสัญญาตามความในข้อ 6.2 นั้น  ไม่เป็นเหตุให้ผู้รับจ้างพ้นจากความรับผิดตามสัญญานี้

    ข้อ 7.    ในการทำงานจ้าง  ถ้าเกิดความเสียหายใดๆ  ไม่ว่าจะเกิดขึ้นแก่บุคลากรของผู้ว่าจ้าง  หรือบุคคลภายนอก  หรือเกิดความชำรุดบกพร่องเสียหายหรือการสูญหายแก่ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างหรือของบุคลากรของผู้ว่าจ้าง  หรือของบุคคลภายนอก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของผู้รับจ้างพนักงานหรือบุคลากรของผู้รับจ้าง  ผู้รับจ้างต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ว่าจ้างหรือบุคลากรของผู้ว่าจ้าง หรือบุคคลภายนอก  ตามจำนวนที่เสียหายจริง  ภายในระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด

    ข้อ 8.    ในกรณีที่ตัวผู้รับจ้างเองหรือพนักงานของผู้รับจ้างทำงานจ้างบกพร่องโดยทำไว้ไม่สะอาดก็ดี  ไม่เรียบร้อยก็ดี  ใช้วัสดุอุปกรณ์หรือน้ำยาที่ไม่มีคุณภาพตามมาตรฐานหรือคุณภาพไม่ดี  หรือทำไม่ถูกต้องตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ดี  เมื่อผู้ว่าจ้างแจ้งให้ผู้รับจ้างทราบแล้ว  ผู้รับจ้างจะต้องรีบแก้ไขงานที่บกพร่องให้เรียบร้อยโดยเร็ว  โดยไม่คิดค่าจ้าง  ค่าวัสดุอุปกรณ์  ค่าแรงงานหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดจากผู้ว่าจ้างอีก  ถ้าผู้รับจ้างไม่รีบดำเนินการแก้ไข  หรือไม่ปฏิบัติภายใน………….วัน  ตามที่ผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนของผู้ว่าจ้างแจ้งให้ทราบ  ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากผู้รับจ้างทั้งหมดโดยสิ้นเชิง

        ในกรณีที่ผู้รับจ้างกระทำผิดสัญญาดังกล่าวข้างต้น   และผู้ว่าจ้างยังไม่ใช้สิทธิบอกเลิก      ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังนี้
        1.    ระงับการจ่ายค่าจ้างทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ผู้ว่าจ้างเห็นสมควร
        2.    ยอมให้ผู้ว่าจ้างปรับเป็นรายวันในอัตราวันละ…………บาท (……………………) นับแต่วันที่ผู้รับจ้างผิดสัญญาจนถึงวันที่ผู้รับจ้างได้แก้ไขงานที่บกพร่องให้เรียบร้อยตามสัญญา  หรือวันที่บอกเลิกสัญญาในเมื่อผู้ว่าจ้างเห็นว่าผู้รับจ้างไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้  ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้  
        3.    ให้บุคคลอื่นทำงานแทนผู้รับจ้างโดยผู้รับจ้างต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายที่ผู้ว่าจ้างต้องเสียไปทั้งหมดโดยสิ้นเชิง
        4.    เรียกค่าเสียหายใดๆ  อันพึงมี

        ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักเงินค่าจ้างที่ยังไม่ได้จ่ายแก่ผู้รับจ้างไว้เพื่อชำระค่าปรับ หรือค่าเสียหายที่ผู้รับจ้างต้องรับผิดตามสัญญานี้  แต่ถ้าจำนวนเงินค่าจ้างไม่เพียงพอให้หักชำระหนี้  ผู้รับจ้างยินยอมให้หักจากหลักประกันสัญญาได้ทันทีอีกด้วย

        ผู้รับจ้างต้องควบคุมดูแลให้พนักงานของผู้รับจ้างปฏิบัติงานให้สะอาดเรียบร้อยตามสัญญาตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานตามสัญญา  หากปรากฏว่าพนักงานของผู้รับจ้างปฏิบัติงานไม่เรียบร้อย  มีความประพฤติไม่เหมาะสม  ผู้รับจ้างยินยอมเปลี่ยนพนักงานให้ใหม่  หรือแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องของการปฏิบัติงานจ้างตามที่ผู้ว่าจ้างได้แจ้งให้ทราบภายใน……………วัน

        ผู้รับจ้างต้องแจ้งรายชื่อ  ที่อยู่ปัจจุบัน  และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ควบคุมงานและพนักงานที่มาทำงานจ้างทั้งหมดทุกคนตามสัญญาให้ผู้ว่าจ้างทราบในวันทำสัญญานี้  หากมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องแจ้งให้ผู้ว่าจ้างทราบก่อนมาทำงานทุกครั้งและในระหว่างที่ปฏิบัติงานจะต้องติดป้ายชื่อตามที่ผู้ว่าจ้างออกให้

        ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าจ้างได้แจ้งให้ผู้รับจ้างเปลี่ยนตัวพนักงานหรือเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์  น้ำยา  เครื่องมือเครื่องใช้  ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามโดยไม่ทักท้วงใดๆ  ทั้งสิ้น



    ข้อ 9.    สัญญานี้มีเอกสารแสดงรายละเอียดประกอบสัญญา  ซึ่งให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา  ดังนี้
        9.1    รายละเอียดแนบท้ายสัญญาว่าจ้างทำความสะอาดอาคาร…………………………… จำนวน………..หน้า
        9.2    ………………………………………………………………………………………
        9.3    ………………………………………………………………………………………

        ในกรณีที่ข้อความในเอกสารแสดงรายละเอียดประกอบสัญญาขัดแย้งกับข้อความในสัญญานี้ให้ใช้ข้อความในสัญญานี้บังคับ

        ถ้าสิ่งใดหรือการอันหนึ่งอันใดที่มิได้ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญานี้  แต่เป็นการอันจำเป็นต้องทำ  เพื่อให้งานแล้วเสร็จบริบูรณ์ถูกต้องตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญานี้  ผู้รับจ้างต้องจัดทำการนั้นๆ  ให้โดยไม่คิดเอาค่าตอบแทนเพิ่มเติมอีกแต่อย่างใด

    ข้อ 10.    ผู้รับจ้างจะเอางานทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งสัญญานี้ไปให้ผู้อื่นรับจ้างช่วงทำโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างไม่ได้  ในกรณีผู้รับจ้างได้รับอนุญาตดังกล่าว  ผู้รับจ้างยังต้องรับผิดชอบงานที่ได้จ้างช่วงไปนั้นทุกประการ

        ผู้รับจ้างจะโอนผลประโยชน์หรือสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดตามสัญญานี้ให้แก่บุคคลอื่นโดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างก่อนมิได้

    ข้อ 11.    ผู้รับจ้างต้องจัดให้มีผู้ควบคุมงาน…………คน  เพื่อควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามสัญญานี้  และเพื่อเป็นตัวแทนในการประสานงานกับผู้ว่าจ้าง  คำสั่งใดๆ  หรือหนังสือแจ้งเรื่องใดๆ อันเกี่ยวข้องกับสัญญานี้ที่ผู้ว่าจ้างได้แจ้งแก่ผู้ควบคุมงานนั้นให้ถือว่าได้แจ้งแก่ผู้รับจ้างแล้วโดยชอบ

    ข้อ 12.    ในกรณีที่ผู้รับจ้างตั้งตัวแทนไปควบคุมงานตามข้อ 11.  ถ้าผู้ว่าจ้างขอให้เปลี่ยนตัวผู้ควบคุมงานใหม่  ผู้รับจ้างยินยอมเปลี่ยนตัวให้ทันที  โดยจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ  จากผู้ว่าจ้าง  ถ้าผู้รับจ้างจะเปลี่ยนตัวผู้ควบคุมงาน  ต้องแจ้งชื่อผู้นั้นให้ผู้ว่าจ้างทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือทุกครั้งด้วย

        ในกรณีที่เกิดปัญหาแรงงานของผู้รับจ้าง  ผู้รับจ้างจะยกเหตุที่มีปัญหาแรงงานมาเป็นเหตุสุดวิสัยหรือมาเป็นข้ออ้างที่จะเปลี่ยนแปลง  แก้ไข  หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใดมิได้

    ข้อ 13.    ถ้าผู้ว่าจ้างแต่งตั้งกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานไว้ประจำ  ณ  ที่ทำการจ้างนี้ในเวลาที่ผู้รับจ้างเตรียมการหรือกำลังทำงานจ้างนี้อยู่ก็ดี  กรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานมีสิทธิจะเข้าไปตรวจงานได้ทุกเวลา  ผู้รับจ้างหรือผู้แทนของผู้รับจ้างต้องให้ความสะดวกและช่วยเหลือตามสมควร
        การที่มีคณะกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานแทนคณะกรรมการตรวจการจ้างหาทำให้ผู้รับจ้างพ้นจากความรับผิดตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใดไม่

    ข้อ 14.    ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะทำการแก้ไขเพิ่มเติมหรือลดงานจากรายละเอียดแนบท้ายสัญญาได้ทุกกรณีโดยไม่ต้องเลิกสัญญานี้  การเพิ่มหรือลดงานต้องทำความตกลงกันใหม่เป็นหนังสือ และถ้าจะต้องเพิ่มหรือลดเงินหรือยืดเวลาออกไปอีก  ก็จะได้ตกลงกัน ณ บัดนั้น

    ข้อ 15.    ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา  เพราะเหตุที่ผู้รับจ้างผิดสัญญาตามความในสัญญาข้อ 6.2 หรือข้อ 8. แห่งสัญญานี้  ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างริบหลักประกันสัญญาตามสัญญาข้อ 3.  ทั้งหมด และผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะจ้างผู้อื่นทำงานต่อไปได้  โดยผู้รับจ้างยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเรียกเอาค่าจ้างส่วนที่เพิ่มขึ้นเพราะการจ้างบุคคลอื่นทำการนี้ต่อไปจนงานแล้วเสร็จบริบูรณ์จากผู้รับจ้าง  นอกจากนั้น ผู้รับจ้างยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเรียกค่าเสียหายประการอื่นใดอันพึงมีขึ้นจากการผิดสัญญาของผู้รับจ้างได้อีกด้วย

    ข้อ 16.    ในกรณีที่ครบกำหนดสัญญาจ้างนี้แล้ว  หากผู้ว่าจ้างมีความจำเป็นต้องจ้างผู้รับจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างต่อไป  ผู้รับจ้างยินดีปฏิบัติตามสัญญาจ้างต่อไปอีกมีกำหนดไม่เกินหนึ่งเดือน  ในอัตราค่าจ้างและเงื่อนไขเดิม  โดยผู้ว่าจ้างจะต้องแจ้งให้ผู้รับจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน  ก่อนครบกำหนดสัญญา

    ข้อ 17.    ผู้ว่าจ้างหรือกรรมการตรวจการจ้าง  หรือผู้ควบคุมงานมีสิทธิตรวจและควบคุมงานให้เป็นไปตามที่ระบุในสัญญาและรายละเอียดที่แนบท้ายสัญญาโดยมีสิทธิสั่งการใดๆ  เกี่ยวกับงานที่จ้างนี้ได้  และผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นทุกประการ

    ข้อ 18.    การวินิจฉัยว่าผลงานที่ผู้รับจ้างทำนั้นเสร็จเรียบร้อย  ถูกต้องตามสัญญาหรือตามความประสงค์ของผู้ว่าจ้างหรือไม่ก็ดี  อย่างไรเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่  เหตุใดๆ  อันเนื่องมาจากความผิดหรือความบกพร่องของฝ่ายผู้ว่าจ้าง  หรือพฤติการณ์อันใดที่ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายก็ดี  ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตีความสัญญานี้หรือเกี่ยวด้วยเรื่องใดๆ  ที่เกิดขึ้นตามสัญญานี้  หรือเกี่ยวพันกับสัญญานี้ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินงาน  หรือภายหลังจากที่ระยะเวลาการจ้างตามสัญญานี้สิ้นสุดลง  หรือภายหลังจากที่ผู้รับจ้างทิ้งงานก็ดี  ผู้รับจ้างยอมให้ถือเอาคำวินิจฉัยของผู้ว่าจ้างเป็นเด็ดขาด  และผู้รับจ้างยอมผูกพันตนตามผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นทุกประการ

    สัญญานี้ทำขึ้นสองฉบับ  มีข้อความเป็นอย่างเดียวกัน  คู่สัญญาได้อ่านเข้าใจข้อความโดยละเอียดตลอดแล้ว  จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งประทับตรา (ถ้ามี)  ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน  และเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ


                    ลงชื่อ……………………………………ผู้ว่าจ้าง
                        ( ……………………………….)

                    ลงชื่อ……………………………………ผู้รับจ้าง
                        ( ……………………………….)

                    ลงชื่อ……………………………………พยาน
                        ( ……………………………….)

                    ลงชื่อ……………………………………พยาน
                        ( ……………………………….)














รายละเอียดแนบท้ายสัญญาว่าจ้างทำความสะอาดอาคาร
อาคาร………………………………………………………………….

ก. คุณสมบัติ
    1.    พนักงานทำความสะอาดต้องผ่านการอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน  การใช้เครื่องมือ  ตลอดจนการใช้สารเคมีมาอย่างดี  และได้ผ่านการสอบประวัติมาเรียบร้อยแล้ว
    2.    ผู้ควบคุมดูแลความเรียบร้อยและประสานงานจะต้องมีความรู้ความสามารถในการทำความสะอาดมาอย่างดี  มีประสบการณ์ในการทำงานไม่น้อยกว่า 3 ปี  และได้ผ่านการสอบประวัติมาเรียบร้อยแล้ว

ข.  รายละเอียดพัสดุ/งานจ้าง
    1.    รายละเอียดพื้นที่ของอาคารโดยประมาณ
        อาคาร  รวมพื้นที่………………………ตารางเมตร

    2.    ขอบเขตของความรับผิดชอบ
        2.1    ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาพนักงานมาประจำที่อาคาร  จำนวน …….. คน  โดยมีผู้ควบคุมดูแลความเรียบร้อยและประสานงาน จำนวน ……. คน
        2.2    พนักงานของผู้รับจ้างทุกคนจะต้องสวมแบบฟอร์ม  มีชื่อ  เครื่องหมาย  ติดอยู่อย่างชัดเจน
        2.3    พนักงานของผู้รับจ้างทุกคนจะต้องอยู่ในระเบียบหรือข้อบังคับของ…………………. หากพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับ  ผู้รับจ้างจะต้องเปลี่ยนตัวให้ทันที

    3.    วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาด
        ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำความสะอาดแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับวัสดุแต่ละชนิด  ดังนี้
        3.1    เครื่องขัดพื้นพร้อมอุปกรณ์ครบชุดสำหรับขัดพื้น  ล้างและขัดคราบสกปรกบนพื้น  ขัดมันพื้น
            ขนาด 16 นิ้ว    High  Speed
            ขนาด 16 นิ้ว    Low  Speed
            ขนาด 18 นิ้ว    High Speed
            ขนาด 18 นิ้ว    Low  Speed
        3.2    เครื่องดูดฝุ่นพร้อมอุปกรณ์  ซึ่งดูดได้ทั้งเปียกและแห้ง
3.3 เครื่องซักพรม  พร้อมอุปกรณ์ครบชุด  ซึ่งทำงานด้วยระบบสเปรย์แอทแทกชั่น
        3.4    เครื่องปั๊มน้ำหรือฉีดน้ำร้อน-เย็น  พร้อมอุปกรณ์ครบชุดสำหรับล้างคราบสกปรกบนพื้นและฝาผนังอาคาร  ซึ่งมีแรงดัน 1,000 ปอนด์  ต่อตารางนิ้ว
        3.5    เครื่องมือเช็ดกระจกพร้อมอุปกรณ์ครบชุดสำหรับเช็ดกระจกภายใน
        3.6    กระเช้าไฟฟ้าสำหรับเช็ดกระจกภายนอกอาคาร
        3.7    เข็มขัดนิรภัย  สำหรับเช็ดกระจกและทำความสะอาดในที่สูง
        3.8    บันไดอลูมิเนียม
        3.9    เครื่องมือวัดและตรวจสอบคุณภาพน้ำยาเคลือบเงาพื้น
        3.10    เครื่องมืออื่นๆ  เช่น ม๊อบ  ดันฝุ่น   ม๊อบผ้า   แผ่นขัดสก๊อตไบร์ท   ไม้กวาดชนิดต่างๆ  ถังน้ำพลาสติก  ขันน้ำพลาสติก  ถุงมือยาง  ผ้าเช็ดโต๊ะ  ที่ตักขยะ  และเครื่องมืออื่นๆ  เท่าที่จำเป็น

    4.    น้ำยาเคมีที่ใช้ทำความสะอาด
        4.1    น้ำยาล้างพื้นลอกแว็กซ์
        4.2    น้ำยาล้างห้องน้ำและกัดสนิม  ชนิดพิเศษไม่มีควัน  ไม่มีกลิ่น
        4.3    น้ำยาฆ่าเชื้อดับกลิ่น
        4.4    น้ำยาทำความสะอาดทั่วไป
        4.5    น้ำยาล้างและขัดอลูมิเนียม
        4.6    น้ำยาเคลือบเงาพื้น (แว๊กซ์น้ำ) ชนิดซุปเปอร์
        4.7    น้ำยาเช็ดกระจก
        4.8    น้ำยาสระพรม
        4.9    น้ำยาขจัดคราบหินปูน
        4.10    สบู่เหลวล้างมือ
4.11 น้ำยาขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง
        4.12    สเปรย์ปรับอากาศ
        4.13    น้ำยาอื่นๆ  เท่าที่จำเป็น

    5.    การทำความสะอาด
        5.1    พื้นกระเบื้องยาง  พื้นหินขัด
            5.1.1    ปัดกวาดสิ่งสกปรกหรือดูดฝุ่นที่ว่างตามชั้นอาคาร  ทางเดินเท้า  ทางเดินบันได
            5.1.2    ใช้น้ำยาล้างโดยใช้น้ำยาเฉพาะแต่ละประเภท  โดยใช้เครื่องขัดพื้นชนิดโลสปีด
            5.1.3    ม๊อบน้ำให้สะอาด 3 ครั้ง
            5.1.4    ใช้เครื่องมือชนิด ไฮสปีด  ปัดมันเก็บสิ่งสกปรกที่ตกค้างอีกครั้ง
            5.1.5    ใช้น้ำยาเคลือบเงาพื้น (แว๊กซ์น้ำ) ชนิดซุปเปอร์ให้ 3 ครั้ง
        5.2    พื้นโมเสด  พื้นกระเบื้องเคลือบ
            5.2.1    ปัด  กวาด  เช็ดม๊อบพื้น
            5.2.2    เดินเครื่องขัดด้วยน้ำยาล้างพื้นโมเสดและพื้นกระเบื้องเคลือบโดยเฉพาะ
            5.2.3    เก็บรอยเปื้อนตามที่เครื่องไม่สามารถทำได้  เช่น  ฝาผนัง  และบริเวณใกล้เคียง โดยใช้น้ำยาล้างทั่วไป
            5.2.4    เดินเครื่องปัดเงาพื้น
        5.3    กระจกและกรอบอลูมิเนียม  มูลี่  ม่านปรับแสงและฉากกั้นห้อง
            5.3.1    กระจก
                    5.3.1.1    ปัดกวาดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามกระจก (โดยใช้ไม้ขนไก่)
                    5.3.1.2    ใช้น้ำยาเช็ดกระจกทำความสะอาดด้วยเครื่องมือทันสมัย
                    5.3.1.3    เช็ดและขัดอลูมิเนียมตามประตูหน้าต่าง  และส่วนอื่นๆ ที่ติดกับตัวอาคาร
            5.3.2    มู่ลี่  ม่านปรับแสงและฉากกั้นห้อง
                    5.3.2.1    ปัดกวาดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามม่าน  และฉากกั้นห้อง
                    5.3.2.2    ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดอีกครั้ง
        5.4    พรม
            5.4.1    ดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกในพื้นพรมให้สะอาดก่อน  โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัย
            5.4.2    สระพรมด้วยน้ำยาสระพรมโดยเฉพาะ  และฆ่าเชื้อดับกลิ่นด้วยระบบสเปรย์แอ็กแท็กชั่น  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้พรมสะอาดกว่าวิธีแชมพูอิ้งที่ทั่วๆ ไปใช้ทำอยู่
            5.4.3    ครั้งสุดท้ายสระด้วยน้ำเปล่า (น้ำอุ่น)  และฆ่าเชื้อดับกลิ่น  และกระทำการเป่า อบ ปั่น  ให้พรมแห้งและฟูขึ้นดูสวยงามเหมือนของใหม่
        5.5    เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงาน
            5.5.1    ปัดฝุ่น  เช็ดคราบสกปรก  (โต๊ะทำงาน  เก้าอี้  ตู้เอกสาร  รูปภาพแขวนและปฏิมากรรม ฯลฯ)
            5.5.2    ใช้น้ำยาและครีมทำความสะอาดส่วนที่เช็ดด้วยน้ำเปล่าไม่ออก
            5.5.3    ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดอีกครั้ง
        5.6    ห้องสุขภัณฑ์
            5.6.1    ล้างพื้นด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ
            5.6.2    ขจัดสิ่งสกปรกเครื่องสุขภัณฑ์  เช่น  อ่างล้างหน้า  โถปัสสาวะ  และโถส้วมด้วยน้ำยา
            5.6.3    ทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า
            5.6.4    ฆ่าเชื้อดับกลิ่นด้วยน้ำยา
            5.6.5    นำที่ใส่ขยะในห้องน้ำไปทิ้งในที่ที่กำหนด
            5.6.6    เติมสบู่เหลวสำหรับล้างมือ
    6.    รายละเอียดการทำความสะอาด
        6.1    การทำความสะอาดประจำวัน
            6.1.1    เช็ดโต๊ะ  เก้าอี้  จัดสิ่งของที่วางบนโต๊ะให้เรียบร้อย
            6.1.2    เทและทำความสะอาดและล้างที่เขี่ยบุหรี่
            6.1.3    เทและทำความสะอาดตะกร้าใส่ผงและล้างถังรองรับผง
            6.1.4    ทำความสะอาดกระจก  ขอบกระจก  ขอบประตูและบานประตูทุกบาน และลบร้อยเปื้อนตามขอบประตูหน้าต่างและสวิชท์ไฟ
            6.1.5    ทำความสะอาดโต๊ะรับแขก  เก้าอี้และโซฟาสำหรับรับแขก
            6.1.6    ทำความสะอาดโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะทุกเครื่อง   เช็ดที่พูดและหูฟัง   ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
            6.1.7    ทำความสะอาดโคมไฟบนโต๊ะ (ถ้ามี)
            6.1.8    ทำความสะอาดห้องน้ำ  พื้นห้องน้ำ  และเครื่องสุขภัณฑ์ด้วยน้ำยาแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับวัสดุ  พร้อมทั้งดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค  ดูแลใส่กระดาษชำระ  สบู่เหลวในห้องน้ำไม่ให้ขาด  เช็ดรอยคราบสกปรกตามขอบประตูต่างๆ  ของห้องน้ำ ด้วยน้ำยาแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับวัสดุ
            6.1.9    เช็ดและทำความสะอาดขั้นบันได  ตลอดจนราวบันไดขึ้น-ลงสำนักงาน เช็ดทำความสะอาดลูกกรงบันไดขึ้นสำนักงาน
            6.1.10    ทำความสะอาด เทน้ำและถาดรองรับน้ำใต้กระถางต้นไม้ตามระเบียงต่างๆ
            6.1.11    ทำความสะอาด  เทเศษน้ำและถังรองรับน้ำจากเครื่องทำน้ำเย็น  พร้อมทั้งเช็ดหรือปัดฝุ่นเครื่องทำน้ำเย็นและขวดน้ำ
            6.1.12    ทำความสะอาดบานประตู  ขอบประตู  กระจกและขอบกระจกทางเข้าสำนักงาน
            6.1.13    ทำความสะอาด  ปัดกวาดเช็ดถูพื้นห้อง  ทางเดิน
            6.1.14    ทำความสะอาดหน้าลิฟท์  ประตูลิฟท์
            6.1.15    รายงานสิ่งของชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นโดยด่วน  เช่น  กระจกแตก  อ่างล้างหน้าชำรุด  และสิ่งอื่นๆ  ที่อยู่ในความรับผิดชอบ
            6.1.16    ดูแลปิดน้ำ  ปิดไฟฟ้า  ปิดเครื่องปรับอากาศ  พัดลม  ระบายอากาศ  และตรวจตราความเรียบร้อยก่อนออกจากตัวอาคารเมื่อเสร็จงาน
            6.1.17    ดูแลไม้ประดับภายในห้องและให้มีการสับเปลี่ยนต้นไม้อยู่เป็นประจำ  เพื่อให้ดูสวยงาม
            6.1.18    ทำความสะอาดชั้นวางหนังสือ  ขาโต๊ะ  ขาเก้าอี้  หลังโซฟา และหลังตู้เก็บเอกสาร  บอร์ดปิดประกาศ
            6.1.19    เช็ดฝุ่นเครื่องคิดเลข  พิมพ์ดีดและทำความสะอาดโต๊ะวางพิมพ์ดีด
            6.1.20    ทำความสะอาดฝ้าเพดาน  ปัดหยากไย่ในที่ต่างๆ
            6.1.21    เช็ดฝุ่นตามกรอบรูปตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ  ที่ตั้งอยู่ในสำนักงาน
            6.1.22    ทำความสะอาดฝาผนัง  เช็ดรอยเปื้อนตามฝาผนังด้วยน้ำยา
            6.1.23    ทำความสะอาดรอยเปื้อนพรมด้วยน้ำยาให้สะอาด
            6.1.24    ทำความสะอาดมูลี่  ม่านปรับแสงและบานเกล็ดทุกแห่ง
            6.1.25    ทำความสะอาดห้องโถงและห้องพัก   และแผ่นป้ายแสดงชื่อประเภทงานต่างๆ
            6.1.26    ดูแลทำความสะอาดระเบียงและดาดฟ้า
        6.2    การทำความสะอาดประจำเดือน
            6.2.1    เช็ดขอบประตูที่ทำด้วยไม้  อลูมิเนียมตามที่ต่างๆ  ตลอดจนฝากั้นห้อง
            6.2.2    เช็ดกระจกทั้งหมดทั้งในอาคารและนอกอาคาร  ทั้งภายในและภายนอก
            6.2.3    ขัดเงาส่วนที่เป็นโลหะทั้งหมด
            6.2.4    ดูดฝุ่นผ้าม่าน  หน้าต่าง  และประตูทั่วๆ  ไป
            6.2.5    ทำความสะอาดโต๊ะ  เก้าอี้  ที่บุด้วยหนังเทียมหรือหนังแท้และลงน้ำยารักษาหนังแท้หรือหนังเทียม
            6.2.6    ทำความสะอาดหลอดไฟและโคมไฟแสงสว่างทั้งหมด
            6.2.7    ทำความสะอาดโคมไฟภายนอกอาคาร
            6.2.8    ปัดหยากไย่ในที่สูงภายนอกอาคาร
            6.2.9    ล้างพื้น  เคลือบเงาพื้นและขัดเงาพื้นด้วยเครื่องมือโดยใช้น้ำยาแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับวัสดุพื้น
        6.3    การทำความสะอาดเป็นครั้งคราว
            6.3.1    ขัดล้าง  ทำความสะอาดพื้นและลงน้ำยาเคลือบเงาพื้นในส่วนที่เปื้อนหรือไม่เงางาม
            6.3.2    ทำความสะอาดรอยเปื้อนบนพรม  และทำการสระพรมสำหรับพรมที่สกปรกมาก
            6.3.3    เช็ดทำความสะอาดกระจกทั้งภายในและภายนอกในกรณีที่เปื้อนหรือไม่ใสสะอาด
            6.3.4    ทำความสะอาดคราบสกปรกที่โต๊ะ เก้าอี้  
ค.  ข้อกำหนดเกี่ยวกับสัญญา
    -    การส่งมอบพัสดุ/งานจ้าง  นับแต่วันทำสัญญา  และให้ส่งมอบงานทุกๆ สิ้นงวดตามสัญญาข้อ 4.  โดยผู้รับจ้างต้องรายงานการทำความสะอาดประจำวัน  ประจำเดือน  และการทำความสะอาดเป็นครั้งคราวในเดือนนั้นๆ  หรือในงวดงานนั้นๆ  ให้ครบถ้วน  พร้อมบัญชีรายชื่อแสดงการมาปฏิบัติงานประจำวันของพนักงาน
    -    ช่วงเวลาในการปฏิบัติงาน 08.00 – 17.00 น.  ของทุกวันทำการ  และพนักงานจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบตลอดเวลาปฏิบัติงาน  ผู้ว่าจ้างสามารถที่จะเรียกไปทำความสะอาดในจุดใดจุดหนึ่งภายในบริเวณ……………………………………………. เมื่อใดก็ได้
สัญญาจ้างบำรุงรักษาลิฟท์โดยสาร

สัญญาเลขที่…………………

    สัญญาฉบับนี้ทำขึ้น  ณ  ………………………………..………………….……………..…………ตำบล/แขวง………………………….อำเภอ/เขต……………………….จังหวัด…………………………….เมื่อวันที่ ………..เดือน ……………….. พ.ศ………………ระหว่าง…………………..…………………….  โดย  ………………………………………………………………….ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า  “ผู้ว่าจ้าง”  ฝ่ายหนึ่ง  กับ  …………………………………………………. …ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ณ  สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท……… ………..………มีสำนักงานใหญ่อยู่เลขที่….…….ถนน…………….…….…ตำบล/แขวง………………………….อำเภอ/เขต…………...………….จังหวัด……………………………. โดย  …………………………………………………  ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล  ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท……………….……………………..   เลขที่ …………….……...……  ลงวันที่  …….เดือน ……………..  พ.ศ…………. .และหนังสือมอบอำนาจลงวันที่………………………..  แนบท้ายสัญญานี้  ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า  “ผู้รับจ้าง”  อีกฝ่ายหนึ่ง

    คู่สัญญาได้ตกลงกันมีข้อความดังต่อไปนี้
    ข้อ 1.    ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างให้ทำการดูแลบำรุงรักษาลิฟท์โดยสาร รุ่น…………………..หมายเลขเครื่องที่…….……………และหมายเลขเครื่องที่…………………..   รวม……(…………) เครื่อง  ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคาร……………………………………….……...  ให้อยู่ในสภาพที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเรียบร้อยและปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา  เป็นเวลา………(…………) เดือน  เริ่มตั้งแต่วันที่………………. จนถึงวันที่……………………… ตามรายละเอียดเงื่อนไขการจ้างบำรุงรักษาลิฟท์โดยสารแนบท้ายสัญญานี้

    ข้อ 2.    ผู้รับจ้างตกลงรับทำการตามที่กำหนดดังกล่าวในสัญญาข้อ 1  โดยสัญญาว่าจะจัดหาสิ่งของชนิดดี  ใช้เครื่องมือดี  และช่างฝีมือดี  มีประสบการณ์และความชำนาญ  เพื่อประกอบการตามสัญญานี้จนแล้วเสร็จ

    ข้อ 3.    ในวันทำสัญญานี้  ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็น…………………………………….. เป็นจำนวนเงิน……………….บาท (…………………………………………………….) มามอบไว้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา
        หลักประกันที่ผู้รับจ้างนำมามอบไว้ตามวรรคหนึ่ง  ผู้ว่าจ้างจะคืนให้เมื่อผู้รับจ้างพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้ว
    ข้อ 4.    ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับค่าจ้าง  จำนวนเงิน …………………..บาท (…………………………………………..)  ซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอดจนภาษีอากรอื่นๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้ว  โดยผู้ว่าจ้างจะชำระค่าจ้างให้ผู้รับจ้าง  หลังจากผู้รับจ้างได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยครบถ้วนตามสัญญา  และเมื่อผู้ว่าจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างตรวจว่าลิฟท์และอุปกรณ์ต่างๆ  ของลิฟท์ใช้งานได้ตามปกติและปลอดภัย
        *  การจ่ายเงินตามเงื่อนไขแห่งสัญญานี้  ผู้ว่าจ้างจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้รับจ้าง ชื่อธนาคาร………………………………..สาขา……………………ชื่อบัญชี………………………………. และเลขที่บัญชี………………………….. ทั้งนี้ ผู้รับจ้างตกลงเป็นผู้รับภาระเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่นใดเกี่ยวกับการโอนเงินที่ธนาคารเรียกเก็บ  และยินยอมให้มีการหักเงินดังกล่าวจากจำนวนเงินโอนในงวดนั้น ๆ

    ข้อ 5.    ผู้รับจ้างจะต้องทำการตรวจสอบบำรุงรักษาและซ่อมแซมลิฟท์ตามที่ระบุในข้อ 1 ดังต่อไปนี้
        5.1    ผู้รับจ้างต้องส่งช่างที่มีฝีมือและความรู้ความชำนาญมาตรวจสอบและบำรุงรักษาลิฟท์อย่างน้อยเดือนละ……….(……………) ครั้ง  ภายในกำหนดวันที่………………………ของทุกเดือน ตามรายละเอียดเงื่อนไขการจ้างบำรุงรักษาลิฟท์โดยสารที่กำหนดไว้ในผนวก ก.
        5.2    ในกรณีที่ลิฟท์เกิดขัดข้องใช้งานไม่ได้ตามปกติ  ผู้รับจ้างต้องส่งช่างที่มีฝือมือและความรู้ความชำนาญมาซ่อมแซมแก้ไขลิฟท์ทันทีที่ผู้ว่าจ้างได้แจ้งให้ทราบโดยต้องให้บริการได้ตลอดเวลาไม่เว้นวันหยุดราชการ
        5.3    ผู้รับจ้างต้องตรวจสอบบำรุงรักษาและซ่อมแซมลิฟท์และอุปกรณ์ต่างๆ  ให้แล้วเสร็จใช้งานได้ดีตามปกติ  ภายใน…………..(…………………)  วัน  นับแต่เวลาที่ผู้รับจ้างได้เริ่มทำการตรวจสอบบำรุงรักษาหรือได้รับแจ้งเหตุขัดข้องนั้นแล้วแต่กรณี  หากลิฟท์พร้อมอุปกรณ์ไม่ได้รับการตรวจสอบบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายในกำหนดดังกล่าว  ผู้ว่าจ้างมีสิทธิปรับผู้รับจ้างเป็นรายวันในอัตราวันละ…………………..บาท (……………………………) ต่อ 1 (หนึ่ง) เครื่อง  จนกว่าลิฟท์จะใช้งานได้ตามปกติและปลอดภัย
            การนับระยะเวลาตามที่กำหนดในวรรคก่อนให้คำนวณนับตามปฏิทิน  วันสุดท้ายตรงกับวันใด แม้จะเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการ  หรือตามประเพณีก็ตามให้ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันครบระยะเวลาที่กำหนด


    *     ข้อความนี้ให้ใส่ไว้ในสัญญาจ้าง    กรณีการทำสัญญาที่มีมูลค่าตั้งแต่  1,000,000.- บาท  ขึ้นไป
        (วงเงินรวมตามสัญญาตั้งแต่  1,000,000.-  บาทขึ้นไป)  และมีการเบิกจ่ายเงินทางท้องถิ่น  เพื่อให้เป็นไปตาม
        หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0518.1/ว 48  ลว. 23  เมษายน  2545  และกรมฯ  อนุมัติให้เพิ่มเติมข้อความ
        ดังกล่าวไว้ในสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน  2545
            การที่ผู้รับจ้างตรวจสอบบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมลิฟท์เกินกำหนดตามความในวรรคก่อนนี้  เนื่องจากมีการตรวจซ่อมใหญ่หรือกรณีมีความจำเป็นต้องสั่งอะไหล่หรืออุปกรณ์จากต่างประเทศ  ผู้ว่าจ้างจะพิจารณาผ่อนผันระยะเวลาตรวจซ่อมให้แก่ผู้รับจ้างตามความจำเป็น  โดยผู้ว่าจ้างไม่คิดค่าปรับ  แต่ผู้รับจ้างจะต้องแจ้งเหตุผลและความจำเป็น  รวมทั้งระยะเวลาที่จำเป็นต้องใช้ในการตรวจสอบ  บำรุงรักษาหรือซ่อมแซม  โดยผู้ว่าจ้างจะพิจารณาให้ตามที่เห็นสมควรเป็นคราวๆ  ไป
        5.4    หากผู้รับจ้างไม่ส่งช่างมาตรวจสอบบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา  ในข้อ 5.1  ภายใน 2 (สอง) วัน  นับแต่วันครบกำหนดดังกล่าว  หรือไม่มาซ่อมแซมลิฟท์ทันทีที่ได้รับแจ้งจากผู้ว่าจ้างตามข้อ 5.2 ผู้ว่าจ้างมีสิทธิปรับผู้รับจ้างเป็นรายวันในอัตราวันละ……………..บาท (………………………………….) ต่อ 1 (หนึ่ง) เครื่อง  จนกว่าผู้รับจ้างจะส่งช่างมาดำเนินการดังกล่าว

    ข้อ 6.    ผู้รับจ้างตกลงว่าจะไม่เอางานทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งสัญญานี้ไปให้ผู้อื่นรับ
จ้างช่วงอีกทอดหนึ่ง  โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้าง  แต่ทั้งนี้  ผู้รับจ้างยังต้องรับผิดชอบงานที่ให้ช่วงไปนั้นทุกประการ

    ข้อ 7.    ในระหว่างอายุแห่งสัญญานี้  ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบ  ดังต่อไปนี้
        7.1    ความปลอดภัยในการใช้ลิฟท์ของผู้ว่าจ้าง  ข้าราชการพนักงานของผู้ว่าจ้าง  หรือบุคคลอื่นไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือภยันตรายใด ๆ  ยกเว้นเหตุสุดวิสัย  โดยผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ว่าจ้าง  ข้าราชการพนักงานของผู้ว่าจ้าง หรือบุคคลอื่นจนครบถ้วน
        7.2    ในกรณีที่ผู้รับจ้างหรือคนงาน หรือบริวารของผู้รับจ้างได้กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้ผู้ว่าจ้าง  ข้าราชการ  พนักงานของผู้ว่าจ้างหรือบุคคลอื่นได้รับความเสียหายเพราะการใช้ลิฟท์  ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ว่าจ้าง  ข้าราชการ  พนักงานของผู้ว่าจ้าง  หรือบุคคลอื่นจนครบถ้วน
        7.3    ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบในการทำความสะอาดและในความเสียหายของตัวอาคารหรือทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง  ซึ่งมีอยู่ในบริเวณที่ทำการจ้างอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้รับจ้างหรือช่างหรือคนงานหรือบริวารของผู้รับจ้าง
        7.4    ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบต่ออุปัทวเหตุหรือภยันตรายความเสียหายใดๆ  ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง  ผู้แทน  ช่าง  หรือลูกจ้างของผู้รับจ้างไม่ว่าจะเกิดขึ้นแก่ผู้ว่าจ้าง  ข้าราชการ  พนักงาน  หรือทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างหรือบุคคลอื่น
        7.5    ผู้รับจ้างต้องทำประกันภัยอุบัติเหตุเพื่อคุ้มครองบุคคลผู้ใช้ลิฟท์  โดยมีข้อกำหนดการเอาประกันภัยและจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย  ตามรายละเอียดเงื่อนไขการจ้างบำรุงรักษาลิฟท์โดยสารที่กำหนดไว้ในผนวก  ก.  ทั้งนี้  ผู้รับจ้างต้องส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อนำมาแนบท้ายสัญญานี้ด้วย

    ข้อ 8.    ถ้าผู้ว่าจ้างแต่งตั้งกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานไว้ประจำ ณ ที่ทำการจ้างนี้  ในเวลาที่ผู้รับจ้างกำลังทำงานจ้างนี้อยู่  กรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานมีสิทธิจะเข้าไปตรวจการทำงานได้ทุกเวลา  ผู้รับจ้างหรือผู้แทนของผู้รับจ้างจักต้องให้ความสะดวกและช่วยเหลือตามสมควร

    ข้อ 9.    เมื่อปรากฏว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์ส่วนหนึ่งส่วนใดเนื่องจากการสึกหรอระหว่างการใช้งาน  หรือเหตุอื่นใดที่จำเป็นเพื่อรักษาลิฟท์ให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีปลอดภัยและถาวรสืบไป  ผู้รับจ้างจะต้องแจ้งให้ผู้ว่าจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว  พร้อมทั้งเสนอรายการและราคาอะไหล่ และ/หรืออุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อผู้ว่าจ้างพิจารณาว่าจะให้ผู้รับจ้างทำการเปลี่ยนอะไหล่ และ/หรืออุปกรณ์นั้นๆ  หรือไม่
        ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างแจ้งให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ทำการเปลี่ยนอะไหล่ และ/หรืออุปกรณ์ดังกล่าว  ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการจัดหาอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์ให้แก่ผู้ว่าจ้างตามราคาที่ตกลงกัน  เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะแจ้งให้ผู้รับจ้างทำการเปลี่ยนอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์  โดยผู้ว่าจ้างจะจัดหาอะไหล่ และ/หรืออุปกรณ์ให้เอง  ผู้รับจ้างจะต้องนำอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์ที่ผู้รับจ้างจัดหาหรือผู้ว่าจ้างจัดหาให้แล้วแต่กรณี  มาทำการเปลี่ยนใหม่ทันที  โดยผู้ว่าจ้างจะชำระราคาค่าอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์ให้แก่ผู้รับจ้างในกรณีที่ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์  เมื่อผู้รับจ้างได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์ใหม่เสร็จเรียบร้อยและลิฟท์ใช้งานได้เป็นที่พอใจของผู้ว่าจ้าง  และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามผู้รับจ้างจะคิดค่าจ้างเปลี่ยนอะไหล่  และ/หรืออุปกรณ์เพิ่มขึ้นจากวงเงินค่าจ้างตามข้อ 4   มิได้

    ข้อ 10.    ถ้าผู้รับจ้างปฏิบัติผิดสัญญานี้ข้อหนึ่งข้อใดก็ดี  หรือให้การบริการไม่รวดเร็ว  ไม่เรียบร้อย  ไม่ปลอดภัย  ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ลิฟท์หรือเกี่ยวเนื่องกับลิฟท์  หรือในระหว่างที่มีการปรับตามข้อ 5 หากผู้ว่าจ้างเห็นว่าผู้รับจ้างไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้  ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที  โดยผู้รับจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างของงานหลังจากบอกเลิกสัญญา  และถ้าเกิดความเสียหายใด ๆ  ขึ้นเนื่องมาจากผู้รับจ้างผิดสัญญารวมทั้งผลโดยตรงหรือเกี่ยวเนื่องจากเหตุที่ผู้รับจ้างผิดสัญญานั้น  ผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามกฎหมายทั้งหมด  และถ้าผู้ว่าจ้างได้แจ้งข้อเรียกร้องไปยังผู้รับจ้างเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามข้อ 5.3  หรือ  5.4  ขอให้ชำระค่าปรับแล้ว  ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะปรับผู้รับจ้างจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วย

    ข้อ 11.    ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว  นอกจากสิทธิดังได้ระบุไว้ในข้ออื่นๆ  ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ด้วย
        (1)    ริบหลักประกันสัญญาดังกล่าวในสัญญาข้อ 3
        (2)    ยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเรียกเอาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการนี้ต่อไปจนงานแล้วเสร็จสมบูรณ์
        (3)    เรียกค่าเสียหายอันพึงมีจากผู้รับจ้าง      

    ข้อ 12.    การเข้าดำเนินการตามสัญญานี้  ผู้รับจ้างหรือตัวแทนของผู้รับจ้างจะต้องทำการติดต่อกับหัวหน้าฝ่ายรักษาสถานที่ฯ   ของผู้ว่าจ้างก่อนทุกครั้ง  และเมื่อดำเนินการตามที่กล่าวเสร็จแล้วจะต้องทำหนังสือรายงานภายใน ……(…………………) วัน  นับจากวันที่มาตรวจเช็คและ/หรือซ่อมบำรุงทุกครั้ง  ให้หัวหน้าฝ่ายรักษาสถานที่ฯ  ของผู้ว่าจ้างทราบว่าลิฟท์อยู่ในสภาพใช้การได้เป็นปกติหรือจะต้องแก้ไขหรือปรับปรุงประการใดต่อไป

    ข้อ 13.    ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับลิฟท์หรือส่วนประกอบและชิ้นส่วนอะไหล่ที่เกิดความเสียหายขึ้นเนื่องจากการทำงาน  หรือเกิดจากการละเลยหน้าที่ของผู้รับจ้าง  หรือช่างตามสัญญานี้  หรือปฏิบัติการล่าช้าเกินเหตุอันสมควร  ไม่ว่าการเสียหายนั้นจะเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้รับจ้างหรือช่างหรือเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของผู้รับจ้างก็ตาม  ให้แก่ผู้ว่าจ้างโดยสิ้นเชิง  รวมทั้งค่าซ่อมแซม  ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนและอื่นๆ  ทั้งนี้  ไม่ว่าผู้ว่าจ้างจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ตาม

    ข้อ 14.    เอกสารแนบท้ายสัญญาดังต่อไปนี้ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้
        (1)    ผนวก ก.    รายละเอียดเงื่อนไขการจ้างบำรุงรักษาลิฟท์โดยสาร
                จำนวน…………(………………) แผ่น
        (2)    ผนวก ข.    หนังสือห้าง/บริษัท…………………………ลงวันที่………………..                เรื่อง เสนอราคาค่าบริการดูแลรักษาลิฟท์โดยสาร…………………
                จำนวน…………(………………) แผ่น
        ข้อความใดในเอกสารแนบท้ายสัญญาขัดแย้งกับข้อความในสัญญานี้ให้ใช้ข้อความในสัญญานี้บังคับ

    สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นสองฉบับ  มีข้อความเป็นอย่างเดียวกัน  คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้อ่านเข้าใจข้อความโดยละเอียดตลอดแล้ว  จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งประทับตรา (ถ้ามี)  ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน  และเก็บไว้ฝ่ายละหนึ่งฉบับ

                    ลงชื่อ………………………………………ผู้ว่าจ้าง
                          (…………………………………………)

                    ลงชื่อ………………………………………ผู้รับจ้าง
                          (…………………………………………)

                    ลงชื่อ………………………………………พยาน
                          (…………………………………………)

                    ลงชื่อ………………………………………พยาน
                          (…………………………………………)


                        (ลงชื่อ).........................................................ผู้ว่าจ้าง
                            (....................................................)
                        (ลงชื่อ).........................................................ผู้รับจ้าง
                            (....................................................)
                        (ลงชื่อ).........................................................พยาน                                          (....................................................)
                        (ลงชื่อ).........................................................พยาน                                          (....................................................)


หมายเหตุ หากไม่มีการเช่าสิ่งของ มีแต่การให้บริการ ก็ขีดฆ่าส่วนที่เป็นการเช่าสิ่งของออก
      เพื่อความเป็นระเบียบและความปลอดภัยในการใช้ประโยชน์ จากการใช้ที่จอดรถร่วมกัน จึงใคร่ขอความกรุณาจากท่านผู้พักอาศัย และผู้ใช้ประโยชน์แทนทุกท่านโปรดปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ ดังนี้
ที่จอดรถเปิดบริการ 24 ชั่วโมง
รถที่มีความสูงเกิน 2 เมตร ให้จอดภายนอกอาคารเท่านั้น
สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด จะออกสติ๊กเกอร์ให้ผู้พักอาศัยตามสิทธิ์ ใช้เป็นใบอนุญาตผ่าน เข้า ออกที่จอดรถยนต์ ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นั้นจะระบุหมายเลขทะเบียนรถยนต์
ผู้พักอาศัย จะต้องแจ้งสำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อลงทะเบียนรถยนต์ และต้องแจ้งให้สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุดทราบ เมื่อมีเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับยานพาหนะ และนำสติ๊กเกอร์เก่ามาแลกคืน
ห้ามเก็บวัสดุไวไฟ เปลี่ยนเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ อุปกรณ์ของใช้สำหรับรถยนต์ตลอดจนภาชนะ เช่น ถังผ้าเช็ดรถ บริเวณลานจอดรถ
ห้ามส่งเสียงเอะอะบริเวณลานจอดรถ
สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใน และภายนอกรถของผู้พักอาศัย เนื่องจากสำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่ดูแลการจอดรถ และให้ความสะดวกแก่ท่านเท่านั้น
ห้ามล้างรถ ด้วยสายฉีดน้ำ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดความสกปรกในช่องที่จอดรถยนต์
โปรดปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในที่จอดรถ ที่คอยให้ความสะดวกแก่ทุกท่าน
ในกรณีที่ผู้พักอาศัยจอดรถซ้อนคัน ให้ใส่เกียร์ว่างและไม่ดึงเบรกมือ และต้องจอดตรงแนวที่เหมาะสม ไม่ให้รถไหล แล้วตั้งล้อให้ตรง ควรเล็งดูทิศทางของรถว่า หากถูกเข็นเดินหน้า-ถอยหลัง แล้ว รถจะเลื่อนไปในทิศทางที่ดีหรือไม่
สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด ขอสงวนสิทธิ์ในการเคลื่อนย้ายรถยนต์ใดๆ ที่จอดโดยละเมิดกฎข้างต้นได้โดยไม่ต้องเตือนล่วงหน้า และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นได้
    * หมายเหตุ ระเบียบนี้อาจปรับปรุงเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม และจะแจ้งให้ทราบโดยการปิดประกาศ

ระเบียบและวิธีการแจ้งซ่อม
     เวลาให้บริการ 8.30-17.00 น. ของทุกวัน
แจ้งเหตุ/ความต้องการ การซ่อมแซม โดยโทรศัพท์ไปยังหมายเลข 076-234999 สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด โดยระบุชื่อผู้แจ้ง หมายเลขห้อง หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ระบุปัญหา และความต้องการให้แก้ไข
กรอกแบบฟอร์มการแจ้งซ่อม และการขอใช้บริการ ส่งให้ ที่สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด หรือตู้รับแจ้งเหตุงานซ่อมบำรุง บริเวณใกล้ลิฟต์โดยสารชั้น 1
ช่างประจำอาคารชุด 1 ท่าน จะไปตรวจเช็คบริเวณหน้างาน ภายใน 30 นาที หลังได้รับการแจ้ง
ในกรณีที่ลูกค้าต้องการที่จะให้ช่างประจำอาคารชุด ซ่อมแซมทรัพย์สินส่วนบุคคล สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด จะมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มจากลูกค้า เป็นจำนวนเงิน 200 บาท ต่อ 1 ครั้ง ไม่รวมค่าอะไหล่ที่จะเปลี่ยน
ในกรณีที่ลูกค้าต้องการซ่อมแซมทรัพย์สินส่วนบุคคล และต้องการนำช่างจากภายนอกเข้ามาทำการซ่อมแซม ทางฝ่ายนิติบุคคลอาคารชุด จะมีการส่งช่างไปควบคุม ดูแล จนกว่าจะทำการซ่อมแซมเสร็จ เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยในทรัพย์สิน อีกทั้งจะมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มจากลูกค้า เป็นจำนวนเงิน 500 บาท ต่อ 1ครั้ง
ช่างประจำอาคารชุด จะดำเนินการให้บริการซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ
ช่างประจำอาคารชุดจะจัดให้มีการสรุปผลการให้บริการ ในรายงานผลการปฏิบัติงาน รายเดือน เป็นประจำทุกเดือน

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หลักกฎหมาย-ขอเฉลี่ยทรัพย์

การขอเฉลี่ยทรัพย์ ม.290
การขอเฉลี่ยทรัพย์ ป.วิ.แพ่งมาตรา 290
การขอเฉลี่ยทรัพย์ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 คือการที่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเรื่องอื่นของ ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขอให้ได้รับชำระหนี้โดยส่วนเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือ เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งนำจบค.ยึด หรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา(ฎีกา 924/2503(ประชุมใหญ่))
มาตรา 290 นั้นเป็นเรื่องของการขอเฉลี่ยทรัพย์เนื่องจากมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายคน หลายคดี เมื่อคดีใดคดีหนึ่งได้มีการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ แล้ว มาตรา 290 บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นทำการยึดทรัพย์ซ้ำหรืออายัด ทรัพย์ซ้ำอีก แต่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์หรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว หากฝ่าฝืนทำการยึดหรืออายัดซ้ำก็ไม่มีผลเป็นการยึด(ฎีกา 3339/2524)
หลักเกณฑ์ในการขอเฉลี่ยทรัพย์
1.ผู้มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์
ก.เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
คือ ศาลได้มีคำพิพากษาว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว มิใช่เป็นแต่เพียงได้ฟ้องและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่จำเป็นว่าคดีต้องถึงที่สุดและไม่จำเป็นจะต้องมีการออกหมายบังคับคดี แล้ว(ฎีกา 516/2499 118/2501)
ฎีกา 118/2501 เจ้าหนี้ซึ่งได้เพียงแต่ฟ้องคดีไว้ ยังไม่ใช่เจ้าหน้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งจะขอเฉลี่ยหนี้ได้ และจะขอให้จ่ายเงินเพื่อรอคดีของเจ้าหนี้นั้นให้ถึงที่สุดก่อน ก็ไม่ได้
ฎีกา 2700/2520 ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 ได้บัญญัติถึงสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้เพียงแต่ว่า จะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและให้ยื่นคำขอก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สิน หาได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อคดีถึงที่สุดไม่ กรณีจึงไม่จำเป็นต้องรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน เจ้าหนี้ก็มรสิทธิเพื่อจะยังให้ได้รับรองคุ้มครองและบังคับคดีตามสิทธิของตน โดยบทบัญญัติของมาตราดังกล่าวได้
ข.เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร
ตามมาตรา 290 วรรคสาม เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร ให้มีอำนาจขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ 2 กรณีคือ
กรณีที่ 1 กรณีที่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร ได้ทำการยึดหรืออายัดทรัพยสินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระค่าภาษีอากร ค้างไว้แล้ว ต่อมาจบค.ได้ทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอีก ดังนี้ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรมีสิทธิขอฉลี่ยในทรัพย์ดัง กล่าว โดยไม่คำนึงว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะมีทรัพย์สินอื่นๆอีกหรือไม่
กรณีที่ 2 เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานผู้ทีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร มิได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้เพื่อชำระหนี้ภาษีอากร ค้าง ดังนี้ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรก็มีสิทธิขอเฉลี่ยโดยไม่ต้อง เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ขอเฉลี่ยได้ภายใต้มาตรา 290 วรรคสอง ซึ่งหมายความว่า ศาลจะอนุญาตให้เฉลี่ยได้ต้องเป็นกรณีที่ไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ฎีกา 1879/2518 บทบัญญัติมาตรา 12 ป.รัษฎากร เป็นกฎหมายพิเศษให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่จะเรียกเก็บค่าภาษีอากรค้างได้ โดยสั่งยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินได้เอง โดยไม่ต้องนำคดีขึ้นมาฟ้องร้องต่อศาล จึงถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย ซึ่งบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.แพ่งว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่กระทบ กระทั่งถึง ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 289 แห่ง ป.วิ.แพ่ง เมื่อกฎหมายให้อำนาจไว้ถึงขนาดนี้ แล้ว แม้ผู้ร้อง(เจ้าพนักงานซึ่งเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้าง) จะมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็มีสิทธิขอเฉลี่ยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 ได้(ฎีกา 482/2519,1120/2526,85/2529 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
ฎีกา 803/2539 สิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง โดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาลก่อนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 วรรคสอง ถือว่าเป็นสิทธิอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกอาจขอให้บังคับคดีได้ตามกฎหมาย ซึ่ง ป.วิ.แพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่ง ถึง ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้เฉลี่ยทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคสาม ได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้อำนาจนั้น และมิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องคดีซึ่งต้องฟ้องภายในอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 1754 วรรคสาม
ค.ผู้มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ตามกฎหมายพิเศษ
ฎีกา 3850/2531 ประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 103 กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน โดยให้อำนาจอธิบดีกรมแรงงานอกคำสั่งเป็นหนังสือ ให้ยึด อายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ไม่จ่ายเงินสมทบกองทุนทดแทนและหรือเงิน เพิ่มได้โดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาล ถือไดว่าเป็นสิทธิอื่นซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้น ได้ตามมาตรา 287 กรมแรงงานจึงมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยหนี้ได้ตามมาตรา 290 แม้จะมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและมิใช้หนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม
2.ทรัพย์สินหรือเงินที่ขอเฉลี่ยได้
ทรัพย์สิน หรือเงินที่ขอเฉลี่ยได้คือ ทรัพย์สินหรือเงินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยึดหรืออายัดมาชำระหนี้ และรวมตลอดถึงดอกผลของทรัพย์หรือเงินที่ถูกยึดหรือยายัด หากเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ไม่ได้มีการยึดหรืออายัดเช่น กรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาชำระหนี้ให้โจทก์เอง ก็ไม่อยู่ในความหมายของมาตรา 290 ดูฎีกา 1324/2503 (ประชุมใหญ่)
3.กำหนดเวลาการยื่นคำร้อง
การขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่ง จึงต้องอยู่ภายใต้ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 ด้วย(ฎีกา 698/2518,3607/2539)
ฎีกา 3607/2539 การร้องของให้บังคับคดีตามา ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆของการบังคับคดีให้ครบภายในกำหนด 10 ปี คือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องให้จบค.ทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อจบค.ขอให้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำแถลง การที่ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอย่างเดียวเท่านั้นโดยมิได้ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอีก จนพ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ผู้ร้องหมดสิทธิที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลย เพราะขาดอายุการบังคับคดี และผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์สินของจำเลย เพราะการขอเฉลี่ยทรัพย์ก็เป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่ง
สำหรับระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด มีดังนี้
ก.กรณียึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น
กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้น
ข.กรณีอายัดทรัพย์สิน
กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์ตามที่อายัดไว้ ซึ่งหมายถึงการอายัดตามคำพิพากษา ไม่ใช่การอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา(ฎีกา 2189/2534,1141-1144/2526)
ค.กรณียึดเงิน
ให้ยื่นคำขอเฉลี่ยก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันยึด
ระยะเวลาตามที่ระบุในมาตรา 290 นั้นเป็นระยะเวลาที่กำหนดให้ดำเนินการไม่ให้ล่าช้ากว่ากำหนดเวลาที่กฎหมาย กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม การจะยื่นคำร้องขอก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าวนั้นก็สามารถทำได้ กฎหมายไม่ห้ามเช่น มีการยึดทรัพย์ แต่ยังไม่มีการขายทอดตลาด ก็ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์เข้าไปก่อน(ฎีกา 1161/2515)
4.ศาลที่จะรับคำขอ
ให้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นที่ออกหมายบังคับคดี โดยทำเป็นคำร้อง ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล
5.สิทธิของเฉลี่ยทรัพย์สิน กรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดีตาม 290 วรรคแปด (เป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะเท่าที่เก็บสถิติมา ยังไม่เคยออกสอบมาก่อน)
มาตรา 290 วรรคแปด ได้บัญญัติเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้สละสิทธิในการบังคับคดี กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์หรือผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา 287 ,289 มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ โดยไม่ต้องขอให้ศาลถอนการบังคับคดีตามมาตรา 295 ทวิ ทั้งนี้ แม้ผู้ขอเฉลี่ยจะยื่นคำร้องภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องก็เข้าสวมสิทธิบังคับคดีต่อไปได้ โดยไม่จำต้องให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต
ฎีกา 4096/2539 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ถอนการบังคับคดี เพราะเหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับ คดีภายในระยะเวลาที่จบค.กำหนด มีผลโดยตรงเฉพาะโจทก์เท่านั้น ไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้ยื่น คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยชอบที่จะดำเนินการบังคับต่อไป เมื่อจบค.มีหมายนัดถึงผู้ร้องทั้งสองแจ้งว่าถ้าหากประสงค์จะสวมสิทธิบังคับ คดีแทนโจทก์ ให้แถลงต่อจบค.ภายใน 7 วัน ผู้ร้องทั้งสองได้แถลงแจ้งความประสงค์ในวันดังกล่าว แม้จะทำในเวลาภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดี ก็ย่อมมีผลให้ผู้ร้องทั้งสองสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไป ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 290 วรรคแปด โดยไม่จำต้องให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต
การ ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีในเวลาที่จบค.กำหนด จบค.ขอให้ศาลสั่งถอนการบังคับคดีนั้นได้ ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 295 ทวิ ดังนั้น แม้จะถอนการบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ก็สามารถเข้าสวมสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ ตามมาตรา 290 วรรคแปด
แต่ ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อจบค.เป็นจำนวนพอชำระหนี้ตาม คำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือหาหลักประกันให้จนเป็นที่พอใจของศาล ซึ่งจบค.ต้องถอนการยึดตามาตรา 295(1) นั้น ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์จะสวมสิทธิดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ ไม่เข้ามาตรา 290 วรรคแปด
ฎีกา 7648/2538 จำเลยที่ 1 นำเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาไปวางชำระต่อจบค.โดยได้ชำระค่า ธรรมเนียมถอนการยึดและค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินการบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยวิธีอื่นอีกต่อไป โจทก์ย่อมจะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไปไม่ได้ และไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการ บังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่จบค.กำหนด จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคท้าย(ปัจจุบันเป็นวรรคแปด) ที่ให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ขอเฉลี่ยสวมสิทธิคำเนินการบังคับคดีแทน โจทก์ผู้ยึดต่อไปได้ และการที่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินที่จำเลยที่ 1 วางไว้ต่อจบค.ก็มิใช่เป็นเหตุที่จะไม่ถอนการบังคับคดีให้
ป.วิ.แพ่งมาตรา 291 .ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้
(1) จพค.ถอน การบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาล แล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อจบค.เป็นจำนวนพอชระหนี้ตา คำพิพากษา พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมแห่งการบังคับคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือได้หาหลักประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาล สำหรับเงินจำนวนเช่นว่านี้
(2) ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ได้แจ้งไปยังจบค.เป็นหนังสือว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดีนั้น
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 295 ทวิ ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่จบค.กำหนด ให้จบค.ขอให้ศาลสั่งถอนการบังคับคดีนั้นเสีย
ประเด็นสำคัญที่เคยออกสอบ
ประเด็นที่ 1.การ ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ได้นั้น ต้องเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้มีการยึดหรือฮายัดทรัพย์ของ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระหนี้เงินตามคำพิพากษาโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี เท่านั้น ถ้าเป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา(จำเลย)นำเงินมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำ พิพากษาเอง โดยไม่มีการยึดหรืออายัดแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะมายื่นคำร้องในเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้นำ มาวางให้แก่เจ้าตามคำพิพากษาไม่ได้(ดูข้อสอบข้อ 3,6,13,14,15,17)
ฎีกา 1324/2503 ศาลพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วน และให้จำเลยใช้เงินค่าหุ้นให้แก่โจทก์ จำเลยได้นำเงินมาวางศาลแล้วตามคำบังคับเพื่อชำระให้โจทก์ ดังนี้ เจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีอื่นจะมาขอเฉลี่ยในเงินจำนวนนี้ไม่ได้ ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ตัดสินว่า “บทบัญญัติใน ป.วิ.แพ่ง ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นเข้ามาขอเฉลี่ยได้ตามมาตรา 290 นั้น ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึอหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ แต่เงินรายนี้เป็นเงินที่จำเลยที่ 3 นำมาชำระเอง เพื่อชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาให้พ้นจากความรับผิดชอบในหนี้จำนวนนี้ ระงับสิ้นไป มิได้สงวนสิทธิหรือโต้แย้งการจ่ายไว้แต่ประการใดและโจทก์ก็ได้ถือสิทธิขอรับ เงินจำนวนนี้จากศาล ต้องถือว่าเป็นสิทธิแก่โจทก์แล้ว ศาลฎีกาได้ประชุมใหญ่แล้วมีมติว่าผู้ร้องขอเฉลี่ยไม่ได้” (เป็นคำพิพากษาที่ถูกอ้างอิงบ่อยมากที่สุดสำหรับมาตรา 290 ในข้อสอบทุกระดับ)
สำหรับกรณีการอายัดต้องยื่นคำขอเฉลี่ยภายใน 14 วัน นับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัด คำว่า อายัด ตามมาตรา 290 หมายถึง การอายัดหลังคำพิพากษา ไม่รวมถึงการอายัดชั่วคราวก่อนคำพิพากษา(ดูข้อสอบข้อ 1 )
ฎีกา 5836/2531 กำหนดะยะเวลาต่างตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามคำพิพากษา ซึ่งได้ยึดหรืออายัดมานั้น หมายถึงเฉพาะการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเจ้าพนักงาน บังคับคดีและโดยร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อการเคหะแห่งชาติได้ส่งเงินมาให้ศาลชั้นต้นตามหมายอายัดชั่วคราวก่อน พิพากษา กรณีนี้ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 290 ที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจะต้องยื่นคำร้องภายในระยะเวลาดังกล่าว
ฎีกา 986/2531 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับจากบุคคลภายนอกเป็นการ ชั่วคราวก่อนคำพิพากษา และได้มีการส่งเงินมาให้ศาลตามหมายอมายัดแล้ว เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี คำสั่งศาลที่อายัดเงินชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษายังคงมีผลต่อไป ทั้งโจทก์ได้ขอออกคำบังคับและหมายบังคับคดีแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องดำเนินการขออายัดเงินดังกล่าวในชั้นบังคับคดีซ้ำอีก มีผลเท่ากับจบค.ได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ แทนโจทก์ตามความหมายของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 แล้ว ดังนั้น ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยคดีอื่นที่ไม่สามารถเอาชำระ หนี้จากทรัพย์สินอื่นๆของจำเลยจึงมีสิทธิขอฉลี่ยได้

ประเด็นที่ 2.เรื่องระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้น ตามมาตรา 290 วรรคสี่
โดยเฉพาะในกรณีที่มีการยึดทรัพย์หลายอย่าง และขายทอดตลาดหลายคราว วันขายทอดตลาดทรัพย์สินตามาตรา 290 วรรคสี่ หมายถึงวันสิ้นสุดการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดมาในคราวนั้นทั้งหมดฎีกา 464/2514 ประชุมใหญ่ และฎีกา 1591/2522 หมายถึงวันสิ้นสุดการขายทรัพย์ที่ยึดมาในคราวเดียวกันทั้งหมดและฎีกา 6085/2539
ฎีกา 464/2514(ป) วันขายทอดตลาดทรัพย์สินตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคสาม หมายถึง วันสิ้นสุดการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดมาในคราวนั้นทั้งหมด(ปัจจุบันคือ มาตรา 290 วรรคสี่)
ฎีกา 6075/2539 ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาด หมายความว่า ระยะเวลานั้นนับแต่วันิ้นสุดการขายทรัพย์สินที่ยึดมาในคราวเดียวกันนั้น ทั้งหมด เมื่อจบค.ได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดมาในคราวเดียวกันเป็นสองครั้ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ครั้งแรกเข้ามาก่อนวันขายทอดตลาดใน ครั้งที่สอง จึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์อีก การยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ครั้งที่สอง แม้พ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดครั้งที่สอง หาทำให้สิทธิของผู้ร้องที่ขอเฉลี่ยทรัพย์หมดไปไม่
กรณี เรื่องระยะเวลามีประเด็นที่น่าสนใจเพราะยังไม่มีการออกสอบคือ ถ้ามีการขายทอดตลาดไปแล้วบางรายการ ต่อมาโจทก์ขอถอนการยึดทรัพย์ในส่วนที่เหลือตามมาตรา 295(2) ดังนี้ ถือว่าการขายทอดตลาดเสร็จสิ้นลงในวันที่ขอถอนการยึดนั้น ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในกำหนด 14 วันนับแต่วันดังกล่าว(ฎีกา 2189/2534)( ออกสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา)
ฎีกา 2189/2534 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ประสงค์จะบังคับคดีแก่จำเลย โจทก์ย่อมขอถอนการบังคับคดีได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือไปยังจบค.ว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดีนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 295(2) เมื่อจบค.ได้รับหนังสือนั้นแล้ว การถอนการยึดทรัพย์ของโจทก์ย่อมมีผลทันที และถือว่าการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่จบค.ยึดมาได้เสร็จสิ้นลงตั้งแต่ วันดังกล่าว ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องและขอเฉลี่ยทรัพย์เข้ามาภายหลังจากสิ้นระยะเวลา 14 วันนับจากวันดังกล่าว คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วย ป.วิงแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ แม้จบค.จะยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำถอนการยึดของโจทก์ก็ตาม
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 295 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้
(2) ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ได้แจ้งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นหนังสือว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดีนั้น

ประเด็นที่ 3.ข้อคัดค้านที่ว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นนั้นสามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์อื่นตามคำพิพากษาได้หรือไม่ ตามมาตรา 290 วรรคสอง นั้น เป็นข้อต่อสู้ระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยกขึ้นอ้างไม่ได้(ฎีกา 2639/2525)
ฎีกา 2629/2525 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่น ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองยึดไว้ เพื่อขายทอดตลาดนั้น มิใช่เป็นกรณีเฉลี่ยทรัพย์โดยตรงกับโจทก์ เพราะโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนอง แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระเงินที่เหลือภายหลังที่ได้รับชำระ ให้แก่โจทก์แล้ว ต้องนำ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 มาบังคับใช้โดยอนุโลม เมื่อผู้ร้องได้ยื่นร้องเข้ามาก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาด ศาลจึงอนุญาตให้ผู้ร้องรับเงินตามสิทธิได้
มาตรา 290 แห่ง ป.วิ.แพ่ง เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ ดังนั้น ข้ออ้างที่จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ จำเลยผู้เป็นลูกหนี้จะยกขึ้นโต้แย้งหาได้ไม่
ประเด็นที่ 4. ใน การพิจารณาคำขอเฉลี่ยทรัพย์ ฝ่ายผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องนำสืบให้ได้ว่า ตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือเป็นผู้มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีอื่นๆตามที่กฎหมายให้อานาจ และต้องสืบให้ได้ความชัดเจนว่า ตนเองไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หากสืบไม่ได้ ศาลก็ต้องยกคำร้อง และคำว่า ทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ในมาตรา 290 วรรคสอง คืออะไร ก็มีการนำมาอออกสอบซึ่งจะรวมไปถึงว่าคดีที่ผู้ขอเฉลี่ยมีลูกหนี้ตามคำ พิพากษาหลายคน การจะดูว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ขอสามารถเอาชำระหนี้ ได้หรือไม่นั้น
จะดูเฉพาะลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์อยู่ตามคำพิพากษาเท่านั้น(ฎีกา 176/2494 ,2252/2536)
นอกจากนี้ เจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยต้องไม่สามารถเอาชำระจากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยสิ้นเชิง(ฎีกา 1648/2498 ,1161/2511)
ฎีกา 176/2494 คำว่า “ ทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา” ในมาตรา 290 วรรคสอง นั้น หมายความว่าทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ผู้ถูกยึดทรัพย์อยู่ตามคำพิพากษานั้น ไม่หมายความถึงลูกหนี้ตามคำพพิพากษาคนอื่นๆ เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์รายนี้คือจำเลย ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะยึดหรืออายัดได้อีก โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ร้องขอเฉลี่ยได้
ฎีกา 2252/2536 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคสอง หมายความถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ถูกยึดทรัพย์สิน ซึ่งถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นก็ขอเฉลี่ยเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นได้ หาได้หมายความถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาอื่นในคดีที่ผู้ขอเฉลี่ยชนะคดีหรือ บุคคลอื่นไม่ ดังนั้นเมื่อจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่ถูกโจทก์นำยึดไว้ ผู้ร้องสามารถเอาชำระจากทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่มาจำนองประกันหนี้จำเลยได้ ก็ตาม
ฎีกา 1161/2511 การขอเฉลี่ยทรัพย์ตามาตรา 290 นั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินไม่ได้ ก็แต่ในกรณีที่ยังมีทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยังสมารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆนั้น คำว่า “สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ได้นั้น” หมายความว่า สามารถเอาชำระได้โดยสิ้นเชิง การได้รับชำระหนี้บางส่วน หาเป็นการสามารถเอาชำระหนี้ตามความหมายของมาตรา 290 วรรคสองไม่
ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้เป็นเงิน 109,881.82 บาท นอกจากทรัพย์ที่โจทก์นำยึดแล้ว ลูกหนี้มีที่ดินอีกแปลงหนึ่งราคา 114,000 บาท แต่ที่ดินแปลงนี้ติดจำนองเงิน 85,000 บาท เมื่อหักหนี้จำนองออกจากราคาที่ขายคงเหลือเงินเพียง 29,000 บาท เห็นได้ว่า ผู้ร้องคงได้รับชำระหนี้ยางส่วนเท่านั้น ผู้ร้องจึงขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดได้
ฎีกา 1648/2498 ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 ที่ว่า ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำ พิพากษานั้น หมายความว่า ไม่สามารถเอาชำระหนี้โดยสิ้นเชิง เพียงแต่ชำระหนี้บางส่วนได้ ยังขอเฉลี่ยได้

ประเด็นที่ 5.เจ้าหนี้ ที่ขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แม้จะยังไม่ได้ออกหมายบังคับคดีหรือยังไม่ครบกำหนดเวลาในคำบังคับก็ขอเฉลี่ย ได้
ฎีกา 516/2499 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์สินที่เจ้าหนี้อื่นนำยึดไว้ได้ แม้ศาลจะยังมิได้ออกหมายบังคับคดีแก่ลูกหนี้
ฎีกา 1562/2499 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้อื่นนำ ยึดได้ แม้ในขณะนั้นระยะเวลาที่กำหนดให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำบังคับจะยังไม่ครบกำหนด ไม่จำต้องรอให้ครบกำหนดตามคำบังคับ แต่จะต้องได้ความว่าไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้

ประเด็นที่ 6. ในกรณีที่ศาลสั่งปรับนายประกันในคดีอาญา ถือว่าแผ่นดินเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นขอเฉลี่ยได้(ดูข้อสอบข้อ 8,9 )
ฎีกา 553/2510 ไม่มีบทกฎหมายใดตัดสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการยึดทรัพย์ของบุคคลที่ ประกันจำเลยในคดีอาญา และหากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์สินของบุคคลที่ประกันจำเลยในคดีอาญาและ หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลหรือพนักงานอัยการขอให้ถอนการยึดหรือแย่งยึด ทรัพย์นั้น การดำเนินการยึดทรัพย์ของทั้งสองฝ่ายตกอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 ซึ่งห้ามมิให้ยึดซ้ำอีก โดยให้อำนาจในทางร้องขอเฉลี่ย ฉะนั้น ในกรณีศาลสั่งปรับประกัน นายประกันก็ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แผ่นดินย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่น ย่อมมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยเงินที่ขายทอดตลาดได้
ประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจ
1.ในกรณีที่มีการมอบหมายให้ศาลอื่นดำเนินคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดี การนับระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ศาลที่ออกหมายบังคับคดีได้รับเงินจากศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทน
ฎีกา 1157/2544 ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 .ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นมีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ ซึ่งตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เมื่อมาตรา 290 วรรคหนึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ และวรรคห้าเป็นบทบัญญัติเชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีกเพราะเป็นที่เข้าใจได้ ว่าหมายถึงศาลที่มีอำนาจบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง เมื่อจบค.สำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงซึ่งบังคับแทนศาลจังหวัด นครศรีธรรมราชได้รับเงินที่อายัดจากลูกหนี้ของจำเลยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 แล้วส่งเงินดังกล่าวให้แก่จบค.สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชในวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา 14 วันตามกฎหมาย
2.เจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาอาจร้องคัดค้านว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่น นำมาขอเฉลี่ยนั้น เป็นหนี้ที่เกิดจากการสมยอมกันระหว่างลูกหนี้ตามคำพิพากษากับเจ้าหนี้ตามคำ พิพากษาอื่นนั้น
ฎีกา 1227/2503 .ใน กรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่น ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนั้นนำยึดมาจากจำเลย โจทก์ในคดีนี้ย่อมมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ ร้องขอเฉลี่ยนั้นเป็นหนี้ที่ไม่ชอบไม่ควรอย่างไรเช่น เกิดจากการสมยอม เพื่อศาลจะได้ไม่ยอมให้เฉลี่ย ศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องกับคำคัดค้านของโจทก์ แล้ววินิจฉัยสั่งไปตามประเด็น
เปรียบเทียบกับการร้องขัดทรัพย์
ผู้ ร้องขัดทรัพย์จะอ้างหรือต่อสู้ว่าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเกิดจาการสมยอมไม่ได้ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยเฉพาะ จะสมยอมหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นในคดีร้องขัดทรัพย์เพราะคดีร้องขัดทรัพย์มีประเด็นเพียงว่า ทรัยพ์ที่ยึดนั้นเป็นของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่เท่านั้น
ฎีกา 546/2501 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทผู้ร้องและจำเลยและนายยะ ถือกรรมสิทธิ์รวมกัน โจทก์นำยึดส่วนของจำเลยได้ ที่ผู้ร้องอ้างว่าโจทก์กับจำเลยเป็นหนี้สมยอมกันนั้นจริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียด้วย จึงไม่มีสิทธิจะยกหรือคัดค้านได้
ใน ทางตรงกันข้ามโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้การต่อสู้ว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้ทรัพย์จากจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยการสมยอมได้ เพราะว่าข้อต่อสู้ดังกล่าวนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าทรัพย์ที่ยึดยังเป็นของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นประเด็นสำคัญในคดีร้องขัดทรัพย์
ฎีกา 673/2498 ลูกหนี้โอนที่ดินโดยสมยอมทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงยึดที่ดินได้ ไม่จำต้องร้องขอทำลายการโอนหรือเพิกถอนการฉ้อฉลเสียก่อน
****************************
ข้อสอบเนติบัณฑิต มาตรา 290
ข้อ 1 คำถาม ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลส่งอายัดเงิน 1,000,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ธนาคารส่งเงินที่ถูกอายัดให้ศาลก่อนมีคำพิพากษาหนึ่งวัน ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 2,000,000 บาท และได้ออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน พ้นกำหนดตามคำบังคับแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ต่อมาอีก 7 วัน ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเรื่องอื่นยื่นคำร้องเพื่อให้ศาล มีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในเงินที่ถูกอายัดดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่สามารถบังคับชำระเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลรับคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องไว้พิจารณาได้หรือไม่
ธงคำตอบ กรณีที่ธนาคารส่งเงินที่ถูกอายัดให้ศาลตามหมายอายัดชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษานั้นไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ที่ผู้ร้องขอคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินที่อายัด เพราะมาตรา 290 ที่บัญญัติว่า “เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว” หมาย ถึง การยึดหรืออายัดในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น และตามมาตรานี้จะต้องเป็นการเฉลี่ยทรัพย์ระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่อาจนับเวลาตามมาตรา 290 วรรคห้า ต่อมาเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ผลของคำพิพากษาดังกล่าวก็เพียงทำให้คำสั่งของศาลที่อายัดชั่วคราวก่อนคำ พิพากษายังมีผลต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาเท่านั้น โจทก์ต้องขอให้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นอีก การที่ศาลได้ออกคำบังคับ และโจทก์ได้ขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลย จึงถือว่าจบค.ได้อายัดเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามความหมายของ มาตรา 290 นับแต่นี้เป็นต้นไป ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยอีกคดีหนึ่ง และไม่สามารถชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นๆของจำเลย จึงมีสิทธิขอเฉลี่ยในคดีนี้ได้ ศาลจึงรับคำขอเฉลี่ยของผู้ร้องไว้พิจารณาได้(ฎีกา 986/2531,5832/2531)(เนติ สมัย 54 2543)

ข้อ 2 คำถาม โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาได้นำพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเป็นที่ดินมีโฉนด 1 แปลงและที่ดิน น.ส. 3 อีก 1 แปลง ในคราวเดียวกันเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ในวันขายทอดตลาดวันที่ 3 มีนาคม 2541 จบค.ขายได้เพียง 1 แปลงคือแปลงมีโฉนด ส่วนแปลง น.ส.3 ได้ประกาศใหม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องในวันที่ 9 กรกฎคม 2541 ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่ง และไม่สามารถชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ ของจำเลย ศาลนัดไต่สวนคำร้อง ต่อมาระหว่างไต่สวน จบค.ขายทอดตลาดที่ดินแปลง น.ส. 3 ได้ในวันที่ 24 กันยายน 2541 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เข้ามาอีกในวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ศาลสั่งไต่สวนเช่นกัน เมื่อไต่สวนคำร้องทั้ง 2 ฉบับแล้ว เห็นว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาและไม่สามารถเอาชำระหนี้จาก ทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องครั้งหลังเข้ามาอีก ทำให้สิทธิตามคำร้องที่ยื่นในครั้งแรกหมดไปให้ยกคำร้อง ดังนี้ ให้วินิจฉัยคำสั่งของศาลชอบหรือไม่
ธงคำตอบ ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 290 วรรคสี่ ที่ได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดมาในคราวเดียวกันนั้นทั้งหมด คดีนี้ทรัพย์ที่ยึดมาในคราวเดียวกันทั้งหมดมีที่ดิน 2 แปลง ซึ่งการขายทอดตลาดครั้งแรกขายที่ดินมีโฉนดไป 1 แปลง ในวันที่ 3 มีนาคม 2541 และการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 ขายที่ดิน น.ส. 3 แปลงที่เหลือไปในวันที่ 24 กันยายน 2541 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เข้ามาในวันที่ 9 กรกฎาคม 2541 ย่อมเป็นการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เข้ามาก่อนวันขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดมาในคราวเดียวกันในการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 จึงเป็นการยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นสุดการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดมาในคราว นั้นทั้งหมด ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ในครั้งหลังเข้ามาอีก การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาอีกในวันที่ 20 ตุลาคม 2541 แม้จะพ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งที่ 2 ก็ไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องในการขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่มีอยู่แล้วตามคำ ร้องที่ยื่นเข้ามาครั้งแรกนั้นหมดไป คำสั่งของศาลที่ยกคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบ(ฎีกา 1591/2522, 6075/2539)(เนติ สมัย 51 2541)

ข้อ 3 คำถาม ในคดีเรื่องหนึ่ง ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นายเดชชำระหนี้แก่นายณรงค์ นายเดชได้นำเงินมาวางศาลตามคำบังคับเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายณรงค์ โดยมิได้สงวนสิทธิหรือโต้แย้งการจ่ายไว้ หากปรากฎว่านอกจากเงินที่นายเดชนำมาวางศาลแล้วนายเดชไม่มีทรัพย์สินอื่นใด อีก และในคดีอีกเรื่องหนึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นายเดชชำระหนี้แก่นายสมควร นายเดชอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ให้วินิจฉัยว่านายสมควรจะยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในเงินที่นายเดชนำมาวาง ศาลได้หรือไม่
ธงคำตอบ แม้ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่งจะมิได้บัญญัติบังคับว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้จะต้องเป็นเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดก็ตาม (ฎีกา 7576/2538) แต่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นจะมาร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ก็ต่อเมื่อจบค.ได้ยีด หรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเอง โดยมิได้สงวนสิทธิหรือโต้แย้งการจ่ายเงินไว้ จึงมิใช่เป็นทรัพย์สินของนายเดชที่จบค.ได้ยึดหรืออายัดไว้ และต้องถือว่าเงินดังกล่าวตกได้แก่นายณรงค์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว นายสมควรจึงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากเงินที่นายเดชนำมาวางศาลไม่ได้(ฎีกา 1324/2503(ป))(เนติ สมัย 50 2540)

ข้อ 4 คำถาม ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำจบค.ยึดที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยใน ทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยตามส่วน โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องจะสามารถยึดมาชำระหนี้ได้อีก ศาลไต่สวนแล้ว ได้ความว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจริง แต่ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นนายพัฒน์ได้จำนองที่ดินเป็น ประกันหนี้ไว้แก่ผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินจำนองนั้นได้ ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของผู้ร้องอย่างไร
ธงคำตอบ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเฉลี่ยทรัพย์ เว้นแต่ ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำ พิพากษานั้น คำว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หมายถึง ลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ถูกยึดทรัพย์สินในคดีขอเฉลี่ยทรัพย์ ซึ่งถ้าไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ขอเฉลี่ยจะสามารถเอาชำระหนี้ได้แล้ว หาได้หมายถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนอื่นอีกไม่ เมื่อได้ความว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ถูกยึดทรัพย์สิน ผู้ร้องจึงไม่สามารถเอาชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินอื่นๆของจำเลยได้ ย่อมมีสิทธิขอเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ โจทก์ยึดได้ แม้ผู้ร้องจะสามารถบังคับเอาชำระหนี้จากที่ดินของนายพัฒน์ที่จำนองเป็นปะกัน หนี้ไว้แก่ผู้ร้องได้ก็ตาม ก็หาทำให้ผู้ร้องจะสามารถบังคับเอาชำระหนี้จากที่ดินของนายพัฒน์ที่จำนอง เป็นประกันหนี้ไว้แก่ผู้ร้องได้ก็ตาม ก็หาทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยในทรัพย์สินของจำเลยดังกล่าวไม่ ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ถูกยึดได้ตามส่วน(ฎีกา 2252/2536)(เนติ สมัย 47 2537)

ข้อ 5 คำถาม นายดำยื่นฟ้องนายแดงพร้อมกับยื่นคำขอให้ยึดที่ดินของนายแดงไว้ก่อนพิพากษา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยึดที่ดินตามคำขอ ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวนายเหลืองยื่นฟ้องนายแดงเป็นอีกคดีหนึ่ง ศาลพิพากษาให้นายแดงชำระหนี้แก่นายเหลือง นายแดงไม่มีทรัพย์สินอื่นอีกนอกจากที่ดินที่นายดำขอให้ยึดไว้ก่อนพิพากษา นาเหลืองจึงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่นายดำยื่นฟ้องนายแดง ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายเหลืองจะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้หรือไม่
ธงคำตอบ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคแรก ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยื่นคำขอ โดยทำเป็นคำร้องต่อษศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่าย ทรัพย์สินนั้นได้ หมายความถึงการที่จบค.ได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ตามคำพิพากษา แต่กรณีตามปัญหาเป็นเรื่องที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยึดที่ดินของนายแดงไว้ ก่อนพิพากษาตามคำขอของนายดำ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 มิใช่การยึดทรัพย์สินของลูกหนี้หลังจากที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว นายเหลืองจึงร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีของนายดำไม่ได้(เนติ สมัย 43 2533)

ข้อ 6 คำถาม ศาลพิพากษาให้นายอาทิตย์จำเลยใช้เงินแก่นายจันทร์โจทก์คดีแรก เป็นเงิน 50,000 บาท และพิพากษาให้นายอาทิตย์จำเลยใช้เงินแก่นายอังคารโจทก์ในคดีหลังจำนวนเท่ากัน นายอาทิตย์มีทรัพย์สินคือที่ดิน 1 แปลง ราคา 20,000 บาท เท่านั้น นายจันทร์ได้นำส่งคำบังคับไปยังนายอาทิตย์ และพ้นระยะเวลาที่กำหนดให้ปฏิบัติตามคำบังคับแล้ว แต่นายอาทิตย์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ นายจันทร์จึงขอหมายบังคับคดียึดที่ดินของนายอาทิตย์ นายอาทิตย์กู้เงินมาได้ จึงนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้นายจันทร์ 10,000 บาท และขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อนโดยจะนำเงินอีก 40,000 บาท มาวางศาลภายใน 2 เดือน นายจันทร์ไม่ยอม จบค.ประกาศขายทอดตลาดที่ดินของนายอาทิตย์นำมาวางไปจากศาล นายอังคารทราบเรื่องจึงยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยในเงินที่นายอาทิตย์นำมาวาง ศาล และในเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของนายอาทิตย์ นายจันทร์คัดค้านว่านายอังคารเพิ่งนำส่งบังคับในคดีหลังที่นายอังคารเป็น โจทก์ และยังไม่พ้นระยะเวลาที่กำหนดให้ปฏิบัติตามคำบังคับ นายอังคารจึงไม่มีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ ในวันนัดพร้อม นายอังคารแถลงรับว่าขณะที่ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์นั้นยังไม่พ้นระยะเวลา ที่กำหนดให้นายอาทิตย์ปฏิบัติตามคำบังคับจริง
หาก ท่านเป็นศาล จะอนุญาตให้นายอังคารเข้าเฉลี่ยในเงินที่นายอาทิตย์นำมาวางศาลและในเงินที่ จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของนายอาทิตย์หรือไม่
ธงคำตอบ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้เฉพาะจากทรัพย์สินที่จบ ค.ได้ยึดหรืออายัดไว้ หรือจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่จบค.ยึดหรืออายัด ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 เท่านั้น การที่นายอาทิตย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำเงิน 10,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายจันทร์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีแรก เป็นการชำระหนี้ให้แก่นายจันทร์โดยตรง ไม่ใช่เงินที่จบค.ยึดหรืออายัดไว้ นายอังคารเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหลัง จึงร้องขอเฉลี่ยในเงินจำนวนนี้ไม่ได้ ศาลต้องยกคำร้องของนายอังคารในส่วนที่ขอเข้าเฉลี่ยในเงิน 10,000 บาท(ฎีกา 1324/2503)
ส่วนที่นายอังคารร้องขอเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของนายอาทิตย์นั้น ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 บัญญัติไว้แต่เพียงว่าผู้ขอเฉลี่ยต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ ตามคำพิพากษาเท่านั้นก็มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยได้ ดังนั้น แม้ในขณะที่นายอังคารเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหลังยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ย ทรัพย์จะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาที่ให้นายอาทิตย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติ ตามคำบังคับก็ตาม นายอังคารก็มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้โดยไม่จำต้องรอให้ครบกำหนดตามคำ บังคับเสียก่อนเพราะไม่มีบทบัญญัติห้ามไว้ ศาลต้องสั่งอนุญาตให้นายอังคารเข้าเฉลี่ยในเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาด ที่ดินของนายทิตย์(ฎีกา 1562/2499)(เนติ สมัย 41 2531)

ข้อ 7 คำถาม โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้นำจบค.ยึดที่ดินมีโฉนด 2 แปลงของจำเลยในคราวเดียวกันเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ จบค.ได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินแปลงแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2521 ได้เงิน 1,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2521 ว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยคดีนี้ในอีกคดีหนึ่งเป็นเงิน 60,000 บาท ไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของจำเลย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ที่ดินแปลงแรกของจำเลย ศาลไต่สวนแล้วได้ความจริงตามคำร้อง จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดิน แปลงแรกจำเลยได้ ท่านเห็นว่าคำสั่งของศาลชอบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ แม้การขอเฉลี่ยทรัพย์สินรายนี้ผู้ร้องจะได้ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะ 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดที่ดินแปลงแรก แต่ก็ยังยื่นก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดที่ดินแปลงหลัง ซึ่งถือเป็นสิ้นสุดการขายทรัพย์สินที่ยึดมาในคราวเดียวกัน(ฎีกา 464/2514) ถือได้ว่าผู้ร้องรายนี้ได้ยื่นขอเฉลี่ยภายในกำหนดเวลาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรค 3 คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยได้ จึงเป็นการชอบแล้ว(เนติ สมัยที่ 30 2520)

ข้อ 8 คำถาม นายเอกขอประกันตัวนายโทจำเลยในคดีอาญาของศาลจังหวัดราชบุรี โดยทำสัญญาว่า ถ้าผู้ขอประกันผิดสัญญาให้ศาลมีอำนาจบังคับให้ผู้ขอประกันใช้เงินจำนวน 30,000 บาท ต่อมานายโทหลบหนี ศาลจังหวัดราชบุรีสั่งปรับนายเอกตามสัญญาและดำเนินการบังคับคดี จบค.ยึดทรัพย์ของนายเอก และได้ขายทอตลาดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 ได้เงิน 20,000 บาท ปรากฏว่านายเอกไม่มีทรัพย์สินอื่นๆที่จะบังคับเอาชำระได้อีก ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2520 นายตรีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายเอกในคดีแพ่งเรื่องหนึ่งของศาลจังหวัด เพชรบุรี ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยโดยอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายเอกในคดี นั้นเป็นเงิน 30,000 บาท นายเอกไม่มีทรัพย์สินอื่นๆที่จะบังคับเอาชำระได้ ดังนี้ นายตรีมีสิทธิขอเฉลี่ยเงินที่ขายทอดตลาดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ การดำเนินการบังคับตามคำสั่งศาลที่สั่งปรับนายประกันนั้น ป.วิ.อาญา มิได้บัญญัติไว้จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตาม ป.วิ.แพ่ง มาใช้บังคับดั่งที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อาญา มาตรา 15
กรณี ที่ศาลสั่งปรับนายประกันในคดีอาญา นายประกันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แผ่นดินมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นไม่ว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลใดย่อมมีสิทธิ ร้องขอเฉลี่ยเงินที่ขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 290 ดังนั้น เมื่อนายตรี เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายเอกในคดีอื่น และยื่นคำร้องขอเฉลี่ยภายใน 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาด จึงมีสิทธิขอเฉลี่ยเงินที่ขายทอตลาดได้(ฎีกา 553/2510)(เนติ สมัย 29 2519)
ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษามาตรา 290
ข้อ 9 คำถาม นายมีซึ่งเป็นผู้ประกันถูกศาลสั่งปรับฐานผิดสัญญาประกัน เมื่อศาลออกคำบังคับแล้ว นายมีไม่ชำระค่าปรับ ศาลจึงแจ้งพนักงานอัยการดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้นายมีไม่ยอมเสียภาษีเงินได้และยังผิดสัญญาไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้ แก่เจ้าหนี้อีกรายหนึ่ง อธิบดีกรมสรรพากรได้สั่งยึดที่ดินของนายมีไว้ก่อนตามประมวลรัษฎากรเพื่อ บังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง และนายมีถูกเจ้าหนี้เงินกู้ฟ้อง ศาลบังคับให้ชำระหนี้พร้อมกับขอให้ศาลสั่งยึดบ้านของนายมีไว้ชั่วคราวก่อนมี คำพิพากษาซึ่งศาลอนุญาตตามที่เจ้าหนี้ร้องขอ ต่อมาพนักงานอัยการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและจบค.ได้ยึดที่ดินและบ้านนาย มีที่ถูกยึดไว้แล้ว ให้วินิจฉัยว่าการยึดที่ดินและบ้านของนายมีตามที่พนักงานอัยการนำยึดนั้นชอบ หรือไม่
ธงคำตอบ กรณีที่ศาลสั่งปรับผู้ประกัน แผ่นดินมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา(ฎีกา 553/2510) พนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินการตามพ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ แทนแผ่นดินในการบังคับชำระค่าปรับตามคำสั่งศาล
การ ที่อธิบดีกรมสรรพากรสั่งยึดที่ดินของนายมีไว้ก่อนตาม ป.รัษฎากรเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างก็ดี การที่ศาลมีคำสั่งยึดบ้านของนายมีไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254(1) ก็ดี ทั้งสองกรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นการยึดทรัพย์สินไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง (ฎีกา 1118/2511, 672/2515) ที่ จบค.ยึดที่ดินและบ้านของนายมี จึงไม่เป็นการยึดซ้ำ ดังนั้น การยึดที่ดินและบ้านของนายมีตามที่พนักงานอัยการยึด จึงชอบแล้ว(ผู้ช่วยผู้พิพากษา 2541)

ข้อ 10 คำถาม ศาลฎีกาพิพากษาให้นายทดชำระหนี้เงินกู้จำนวน 300,000 บาท แก่นายเทพในชั้นบังคับ นายทดทำบันทึกข้อตกลงกับนายเทพต่อหน้าทนายความทั้งสองฝ่ายให้นายทดมอบ เรือยนต์ลำหนึ่งให้นายเทพ และนายเทพไม่ติดใจบังคับคดีให้นายทดชำระหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อ ไป ต่อมานายทิดเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นของนายทดนำจบค.ยึดรถยนต์ของนายทด 2 คันในคราวเดียวกันเพื่อขายทอดตลาด นายเทพจึงขอเฉลี่ยหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวน 300,000 บาท จากรถยนต์นายทดที่ถูกยึด โดยยื่นหลังจากจบค.ขายทอดตลาดรถยนต์คันแรก 15 วัน แต่ก่อนวันนัดขายทอดตลาดรถยนต์คันที่สองโดยปฏิเสธว่าไม่เคยทำบันทึกข้อตกลง กับนายทดดังกล่าว ครั้นถึงวันนัดขายทอดตลาดรถยนต์คันที่สอง นายทิดยื่นคำแถลงขอถอนการยึดรถยนต์คันที่สองต่อจบค. และได้รับอนุญาตให้ถอนการยึดได้ ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่านายเทพมีสิทธิเข้าเฉลี่ยหนี้ดังกล่าวหรือไม่อย่างไร
ธงคำตอบ การที่นายทดทำบันทึกข้อตกลงกับนายเทพเป็นการตกลงชำระหนี้กันนอกศาลโดยศาลมิ ได้รับรู้ ทั้งนายเทพก็ไม่ยอมรับว่ามีข้อตกลง หรือได้รับชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว นายทดไม่อาจยกมาเป็นเหตุให้งดการบังคับคดีได้(ฎีกา 293/2513,310/2533) นาย เทพจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในเงินที่ได้จากการขาย ทอดตลาดรถยนต์ที่นายทิดเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นของนายทดยึดไว้ได้ และเมื่อการยึดรถยนต์ของนายทดทั้งสองคันเป็นการยึดในคราวเดียวกัน แม้นายเทพจะยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้หลังจากการขายทอดตลาดรถยนต์คันแรก 15 วัน แต่ก็ได้ยื่นก่อนการขายทอดตลาดรถยนต์คันที่สอง จึงเป็นการยื่นคำขอเฉลี่ยก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ขายทอดตลาดรถยนต์ที่ยึดมาได้เสร็จสิ้นลง ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 290 วรรคสี่ แม้ต่อมาจบค.จะอนุญาตให้นายทิดถอนการยึดรถยนต์คันที่สอง ก็ถือว่าการขายทอดตลาดรถยนต์ของนายทดที่จบค.ยึดมาได้เสร็จสิ้นลงตั้งแต่วัน ดังกล่าว ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังที่นายเทพได้ขอเฉลี่ยหนี้แล้ว คำร้องของนายเทพชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ นายเทพจึงมีสิทธิเข้าเฉลี่ยหนี้ได้(ฎีกา 2189/2534)(ผู้ช่วยผู้พิพากษา 2537)

ข้อ 11 คำถาม ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่นายแดงโจทก์ 50,000 บาท และพิพากษาให้จำเลยคนเดียวกันนี้ชำระหนี้แก่นายดำโจทก์ในอีกคดีหนึ่ง 10,000 บาท นายแดงยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างราคา 50,000 บาท ของจำเลยไว้ ส่วนนายดำยึดรถจักรยานของจำเลยได้ 1 คันราคา 1,000 บาท นอกจากนี้จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก นายดำยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีของนายแดงโดยอ้างว่าทรัพย์
ของ จำเลยที่ยึดไว้ หากขายทอดตลาดก็ไม่พอชำระหนี้ได้จนครบ นายแดงคัดค้านว่าการขอเฉลี่ยทรัพย์นั้นต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้ยึดหรืออายัดอีก แต่นายดำได้ยึดทรัพย์ของจำเลยไว้แล้วแม้จะมีราคาเพียง 1,000 บาท ก็แสดงว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินที่นายดำสามารถเอาชำระหนี้ได้ นอกจากนี้จำเลยยังมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งราคา 80,000 บาท ซึ่งจำเลยได้จดทะเบียนโอนยกให้แก่บุตรไปโดยเสน่หาภายหลังที่ศาลพิพากษาคดีทั้ง 2 สำนวนนี้ นายดำชอบที่จะไปดำเนินคดีฟ้องเพิกถอนการโอนเอากลับคืนมาเป็นของจำเลยเพื่อ ประโยชน์ของตนต่อไป นายดำจึงไม่มีสิทธิมาขอเฉลี่ยทรัพย์ ในชั้นนัดพร้อมนายดำรับว่าจำเลยจดทะเบียนโดยยกที่ดินให้แก่บุตรไปโดยเสน่หา ภายหลังที่ศาลพิพากษาคดีทั้ง 2 สำนวนนี้จริง ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายดำอย่างไร
ธงคำตอบ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 วรรคสอง บัญญัติว่า “ไม่ ว่าในกรณีใดๆ ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเช่นว่ามานี้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของ ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” จากบทบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่า แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้ยึดทรัพย์ของจำเลยไว้แล้ว แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงได้ว่าทรัพย์ที่ยึดไว้นั้นไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ สิ้นเชิง และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างอื่นพอชำระหนี้เจ้าหนี้ก็ย่อมร้องขอเฉลี่ย ทรัพย์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามปัญหาปรากฏว่าทรัพย์ของจำเลยที่นายดำยึดไว้มีราคาเพียง 1,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาของนายดำไม่ไพชำระหนี้ให้นายดำโดยสิ้นเชิง นายดำจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้(ฎีกา 1166/2515)
ส่วนข้อที่ว่าจำเลยยังมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งราคา 80,000 บาท นั้น ก็เป็นที่รับกันระหว่างคู่กรณีแล้วว่า จำเลยได้โอนให้แก่บุตรไปแล้ว ย่อมถือได้ว่าในขณะที่ขอเฉลี่ยทรัพย์นี้จำเลยไม่มีทรัพย์อื่นที่นายดำจะ สามารถนำยึดเอามาชำระหนี้ของตนได้ ที่นายแดงอ้างว่าจำเลยโอนให้แก่บุตรเป็นการทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั้นก็ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งชอบที่จะไปว่ากล่าวฟ้องร้องกันต่างหาก ยังไม่ชอบที่จะให้ตกเป็นหน้าที่ของนายดำต้องเป็นผู้ดำเนินคดีฟ้องร้อง เพิกถอนการโอนนั้น เพราะในชั้นนี้มีปัญหาเพียงว่านายดำสามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นๆของ จำเลยได้หรือไม่เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าในขณะนี้จำเลยไม่มีทรัพย์อื่นใดให้นายดำยึดได้อีกแล้ว สิทธิของนายดำที่จะขอรับส่วนเฉลี่ยในทรัพย์ที่นายแดงยึดไว้ก็ย่อมเกิดมี ขึ้น(ฎีกา 875/2503) ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้นายดำเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้(ผู้ช่วยผู้พิพากษา 2532)

ข้อ 12 คำถาม ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ ศาลออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 แปลง ของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดแล้วเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2528 นายสมชายและกรมสรรพากรร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากเงินที่จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของจำเลยทั้งสอง โจทก์คัดค้าน ทางไต่สวนได้ความว่านายสมชายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองอีกคดี หนึ่งซึ่งยังไม่ได้ขอให้ศาลออกคำบังคับและจำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้ตามคำสั่งแจ้งการประเมินซึ่งถึงที่สุดแล้วอยู่ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่จำเลยที่ 2 มีที่ดินอยู่อีก 1 แปลงมีราคาเกินกว่าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสมชาย ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งอนุญาตให้นายสมชายและกรมสรรพากรเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตาม คำขอหรือไม่
ธงคำตอบ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระค่าภาษีอากรที่ค้างและมิได้ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ก่อน มีสิทธิยื่นคำขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่จะต้องยื่นก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์ ทั้งนี้ ศาลจะอนุญาตตามคำขอก็ต่อเมื่อเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระจาก ทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่งมาตรา 290
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นแม้จะยังมิได้ขอให้ศาลออกคำบังคับก็มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้(ฎีกา 698/2518)ส่วน ข้อที่ว่า ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา นั้น หมายถึงเฉพาะลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนที่ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินซึ่งในคดีนี้ คือจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่รวมถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนที่ยังไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอันได้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย(ฎีกา 176/2494)
ถ้า ข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งอนุญาตให้นายสมชายและกรมสรรพากรเข้าเฉลี่ยทรัพย์ใน เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้

ข้อ 13 คำถาม ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้บริษัทจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท และออกคำบังคับให้บริษัทจำเลยทราบแล้ว บริษัทจำเลยนำเงินจำนวน 100,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำบังคับดังกล่าว โจทก์จึงขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของบริษัทจำเลย จบค.ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2527 ได้เงินสุทธิจำนวน 100,000 บาท โจทก์แถลงขอรับเงินทั้งสองจำนวนจากศาลและจบค.ในวันเดียวกันนั้น ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2527 บริษัทอิทธิพล จำกัด ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเพื่อขอรับส่วนแบ่งจากเงินทั้ง 2 จำนวน อ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของบริษัทจำเลยเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์และบริษัทจำเลยต่างแย่งกันยื่นคำร้องคัดค้านมีใจความทำนองเดียวกันว่า บริษัทจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่สามารถเอาชำระหนี้ได้อีก หากปรากฏว่าบริษัทจำเลยมีทรัพย์สินอื่นอีกประมาณ 50,000 บาท ท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของบริษัทอิทธิพล จำกัด และคำร้องของโจทก์กับบริษัทจำเลยอย่างไร
ธงคำตอบ สั่งยกคำร้องของบริษัทจำเลยเพราะบทบัญญัติเรื่องการร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 เป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ ข้ออ้างที่ว่าบริษัทจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่สามารถเอาชำระหนี้ได้นั้น เป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ด้วยกัน บริษัทจำเลยจะยกขึ้นโต้แย้งหาได้ไม่(ฎีกา 2629/2525) สำหรับคำร้องของบริษัทอิทธิพล จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในเงินจำนวน 100,000 บาทแรก ที่บริษัทจำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ มิใช่เกิดจากกรณีที่จบค.ได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 และโจทก์ได้ถือสิทธิขอรับเงินจำนวนนี้จากศาลแล้วต้องถือว่าเป็นสิทธิแก่โจทก์ บริษัทอิทธิพล จำกัด จะขอเฉลี่ยไม่ได้(ฎีกา 1324/2503(ป)) ส่วนเงินจำนวน 100,00 บาทที่ จบค.ขายทอดตลาดทรัพย์สินอื่นที่ยึดได้จากบริษัทจำเลยตามหมายบังคับคดีนั้น แม้บริษัทจำเลยจะมีทรัพย์สินอื่นก็เพียงประมาณ 50,000 บาท ไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทอิทธิพล จำกัด ศาลอนุญาตให้บริษัทอิทธิพล จำกัด เฉลี่ยจากเงินจำนวนนี้ได้(ฎีกา677/2503, 1221/2510)(ผู้ช่วยผู้พิพากษา 2527)

ข้อ 14 คำถาม ศาลพิพากษาให้นายสมจำเลยใช้เงินแก่นายสีโจทก์ในคดีหนึ่ง 50,000 บาท และพิพากษาให้นายสมจำเลยใช้เงินแก่นายสาโจทก์ในคดีอีกคดีหนึ่ง 30,000 บาท ศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้วทั้งสองคดี แต่นายสมจำเลยไม่มีทรัพย์สินให้ยึดหรืออายัด ต่อมานายสมจำเลยเอาเงินเดือนที่สะสมได้ 8,000 บาท มาวางต่อจบค.เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่นายสีโจทก์ในคดีแรก ในวันเดียวนั้นเองนายสาโจทก์ในคดีหลังยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่ง ยอมให้นายสาโจทก์ได้เข้าเฉลี่ยเงินจำนวนนั้น เพราะไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นของนายสมจำเลย หรือมิฉะนั้นก็ขอให้จบค.ยึดหรืออายัดเงินจำนวนนั้น เพื่อนำมาเฉลี่ยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่นายสาโจทก์กับนายสีโจทก์ ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยสั่งคำร้องของนายสาโจทก์อย่างไร
ธงคำตอบ จบค.มีฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ในการรับชำระหนี้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 278 ดังนั้น การที่นายสมลูกหนี้ตามคำพิพากษานำเงินมาวางต่อจบค.เพื่อชำระหนี้ตามคำ พิพากษาแก่นายสีโจทก์ในคดีแรกและจบค.รับไว้ จึงมีผลเท่ากับนายสีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้โดยตรง เงินที่นายสมลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวางต่อจบค.จึงเป็นการชำระหนี้สมบูรณ์ ตกเป็นของนายสีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแรกไปแล้ว กรณีไม่ใช่เป็นการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ของนายสมลูกหนี้ตามคำพิพากษา นายสาโจทก์จึงขอเฉลี่ยทรัพย์นั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 ไม่ได้ และจะขอให้ยึดหรืออายัดเงินจำนวนนั้นก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทรัพย์ของนายสมลูกหนี้ตามคำพิพากษาเสียแล้ว ศาลจะต้องสั่งยกคำร้องของนายสาโจทก์(ฎีกา 1324/2503)(ผู้ช่วยผู้พิพากษา 2523)

ข้อ 15 คำถาม เมื่อได้รับคำบังคับและพ้นกำหนดตามคำบังคับของศาลแล้ว จำเลยทั้งสองไม่นำเงิน 50,000 บาท มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดียึดที่ดิน 1 แปลงพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และจบค.ได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างในวันที่ 10 สิงหาคม 2515 ในวันขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 นำเงินมาวางศาล 20,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ และขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน โดยอ้างว่าจะนำเงินที่เหลืออีก 30,000 บาท มาวางศาลภายใน 1 เดือน โจทก์ไม่ยอมจบค.จึงขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งศาล ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2515 นายประสิทธิ์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองในคดีอีกคดีหนึ่ง ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากจำเลยที่ 1 นำมาวางศาลและจากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าไม่สามารถจะเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของจำเลยทั้งสอง โจทก์คัดค้าน ทางไต่สวนได้ความว่า นายประสิทธิ์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองในอีกคดีหนึ่งจริง แต่คดีนั้นจำเลยทั้งสองไม่ไปฟังคำพิพากษา และนายประสิทธิ์ยังไม่ได้ขอให้ศาลออกคำบังคับ จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่นายประสิทธิ์จะเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่จำเลยที่ 2 มีที่ดินอยู่ 1 แปลง อันมีราคาเกินกว่าหนี้ตามคำพิพากษาของนายประสิทธิ์ หากท่านเป็นศาล จะอนุญาตให้นายประสิทธ์เข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำขอของนายประสิทธิ์หรือไม่
ธงคำตอบ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นที่จะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 นั้น เพียงแต่ศาลพิพากษาให้ตนได้รับชำระหนี้แล้วก็ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำ พิพากษาแล้ว ก็มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ ไม่จำต้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ก่อน(ฎีกา 516/2499)
มาตรา 290 ที่ว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำ พิพากษานั้น คำว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาในที่นี้ หมายถึงเฉพาะลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนที่ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนที่ยังไม่ถูกยึดหรืออายัด ทรัพย์สินด้วย(ฎีกา 176/2494)
เจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาอื่นจะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้เฉพาะจากทรัพย์สินที่จบค.ได้ยึด หรืออายัดไว้ หรือจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่จบค.ยึดหรืออายัดเท่านั้น จะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ เพราะมิใช่เป็นเงินที่จบค.ยึดหรืออายัดไว้(ฎีกา 1324/2503)ตาม อุทาหรณ์ดังกล่าว หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้นายประสิทธิ์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา อื่นเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้เฉพาะจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่ง ปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ส่วนที่ขอเฉลี่ยทรัพย์จากเงินที่จำเลยที่ 1 มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์นั้น ให้ยกเสีย(ผู้ช่วยผู้พิพากษา 2515)

ข้อ 16 คำถาม ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่นายแดงโจทก์ในคดีหนึ่ง 10,000 บาท และพิพากษาให้จำเลยคนเดียวกันนั้นใช้เงินแก่นายดำโจทก์ในคดีหนึ่ง 20,000 บาท ศาลได้อกหมายบังคับคดีแล้วทั้งสองสำนวน จำเลยนำเงิน 9,000 บาท มาวางแก่จบค.เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่นายแดงโจทก์ ในวันเดียวกันนั้นเองก่อนที่จะได้รับเฉลี่ยเงินที่จำเลยนำมาวางนั้นให้นาย แดงไป นายดำยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้นายดำได้รับเฉลี่ยเงินจำนวนนั้นเพราะไม่ สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ประการหนึ่ง หรือนายดำขอให้จบค.ยึดหรืออายัดเงินจำนวนนั้น เพื่อชำระหนี้ที่นายดำชนะคดีตามคำพิพากษาอีกประการหนึ่ง ทั้งสองประการ ท่านเห็นว่านายดำมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินจำนวนนั้นทั้งหมดหรือเพียงบาง ส่วนโดยวิธีการที่นายดำร้องขอต่อศาลดังกล่าวนั้นหรือไม่
ธงคำตอบ พนักงานบังคับคดีมีฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ในการรับชำระหนี้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 278 เงินที่จำเลยนำมาวางแก่ จบค. จึงเป็นการชำระหนี้สมบูรณ์ตกเป็นของนายแดงไปแล้ว ไม่ใช่การยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลย นายดำโจทก์จึงขอเฉลี่ยนั้นตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 290 ไม่ได้และจะยึดหรืออายัดก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเสียแล้ว(ผู้ช่วยผู้พิพากษา 2504)

ข้อสอบอัยการผู้ช่วย
ข้อ 17 คำถาม พนักงานอัยการกองคดีแพ่งรับเป็นทนายว่าต่างให้แก่องค์การผลิตนมซึ่งเป็น รัฐวิสาหกิจโดยฟ้องหจก.นมไทย เป็นจำเลยฐานซื้อสินค้านมเชื่อไปแล้ว ไม่ชำระราคารวมทั้งดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,200,000 บาท จำเลยไม่ต่อสู้คดีโดยยื่นคำให้การว่าจำเลยหมุนเงินไม่ทันเพราะมีเจ้าหนี้ หลายราย ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องพร้อมทั้งออกคำบังคับให้ จำเลยปฎิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะถูกยึดทรัพย์หรือจำขังแล้วแต่กรณี จำเลยทราบคำบังคับโดยชอบแล้ว จึงนำเงินมาวางศาล 1,200,000 บาท ตามคำบังคับ ศาลสั่งรับไว้แล้วออกหมายนัดพนักงานอัยการกองคดีแพ่ง ทนายโจทก์มารับเงินดังกล่าวไป ในวันนัดนั้นเองพนักงานอัยการกองคดีแพ่งได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวนดัง กล่าว พร้อมกันนั้นได้มีบริษัท นมอินเดีย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยในมูลหนี้ 500,000 บาท ตามคำพิพากษาในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งถึงที่สุดแล้ว ได้มายื่นคำร้องต่อศาลขอเฉลี่ยเงินที่จำเลยเป็นผู้นำมาวางศาลด้วย ดังนี้ ท่านเห็นว่า บริษัท นมอินเดีย จำกัด มีสิทธิได้รับการเฉลี่ยเงินรายนี้ได้หรือไม่ ตลอดทั้งศาลจะอนุญาตตามคำร้องของบริษัทดังกล่าวนี้หรือไม่
ธงคำตอบ บริษัท นมอินเดีย จำกัด ไม่มีสิทธิได้รับการเฉลี่ยเงินรายนี้ และศาลจะไม่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับการเฉลี่ยเงินตามคำร้อง เพราะกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ย ทรัพย์สินหรือเงินนั้น ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 ได้บัญญัติสรุปใจความว่าจะขอเฉลี่ยได้ในกรณีที่จบค.ได้เป็นผู้กระการยึดหรือ อายัดทรัพย์สินหรือเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่ตามอุทาหรณ์ปรากฏว่าจบค.มิได้เป็นผู้ทำการยึดหรืออายัด หากแต่จำเลยได้เป็นผู้นำเงินมาชำระต่อศาลเองเพื่อชำระให้แก่โจทก์ในคดีซื้อ เชื่อ จำเลยมิได้สงวนสิทธิหรือได้โต้แย้งการจ่ายไว้ด้วยว่าให้จ่ายแก่เจ้าหนี้อื่น อีกด้วย และโจทก์ก็ได้ถือสิทธิขอรับเงินจำนวนนี้จากศาล ต้องถือว่าเป็นสิทธิแก่โจทก์แล้ว ผู้ร้องขอเฉลี่ยไม่ได้(ฎีกา 1324/2503)(อัยการผู้ช่วย 2533)